รายงานพิเศษ : SAFE ตั้งเป้ารายได้ปี69 โต 10% ลุยต่อยอดเทคโนโลยีการแพทย์ ขยายเครือข่ายสร้างการเติบโตระยะยาว

SAFE เร่งเครื่องธุรกิจ IVF รับดีมานด์พุ่ง ดันรายได้ปี 2569 โต 10% พร้อมต่อยอดเทคโนโลยี–ขยายเครือข่ายสร้างการเติบโตระยะยาว
อุตสาหกรรมการแพทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะบริการรักษาผู้มีบุตรยาก (IVF) กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตสูงของประเทศไทย จากปัจจัยเชิงโครงสร้างด้านสังคม การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การแต่งงานช้าลง รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ สนับสนุนผลงาน บมจ.เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป (SAFE) ที่กำลังเร่งขยายธุรกิจ เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นพ.วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 10% จากปีก่อน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากธุรกิจหลักด้าน IVF ที่ยังคงขยายตัวได้ดี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการใช้บริการที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
หนึ่งในปัจจัยบวกที่โดดเด่นในปีนี้ คือการเพิ่มขึ้นของลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค ทำให้ผู้ใช้บริการบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายมารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลให้ไทยยังคงรักษาสถานะ Medical Hub ของภูมิภาค และเป็นโอกาสสำคัญของผู้ให้บริการ IVF อย่าง SAFE ในการขยายฐานลูกค้าต่างชาติ
ขณะเดียวกัน ปัจจัยเชิงนโยบายภาครัฐยังเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยความคืบหน้าของกฎหมายสมรสเท่าเทียม และแนวทางการเปิดกว้างด้านกฎหมายอุ้มบุญ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง และจะช่วยผลักดันให้ความต้องการใช้บริการ IVF เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในระยะข้างหน้า
ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี SAFE ยังคงเดินหน้าสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเทคโนโลยี PGTseq-A จาก JUNO Genetic ประเทศสหรัฐอเมริกา มาใช้ในการตรวจวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน ซึ่งเป็นรายแรกในประเทศไทยและมีสิทธิ์ใช้งานแบบเฉพาะ (Exclusive) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีความแม่นยำสูงกว่าวิธีการแบบเดิม ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ และลดความเสี่ยงในการแท้ง สะท้อนถึงการยกระดับคุณภาพการให้บริการและอัตราความสำเร็จของการรักษา
สำหรับกลยุทธ์การขยายธุรกิจในปีนี้ บริษัทมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดใหญ่ ซึ่งมีฐานผู้ป่วยด้านสูตินรีเวชอยู่แล้ว แต่ยังขาดความพร้อมด้านเทคโนโลยี IVF โดย SAFE จะเข้าไปเสริมศักยภาพในส่วนนี้ ทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงพยาบาลใหม่ทั้งหมด ถือเป็นโมเดลการเติบโตที่ใช้เงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมกันนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดห้องปฏิบัติการตรวจพันธุกรรมเพิ่มเติม เพื่อรองรับปริมาณการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น และสร้างรายได้จากบริการที่มีมาร์จิ้นสูง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนอัตรากำไรของบริษัทในระยะยาว
ในเชิงการตลาด SAFE ยังคงเดินหน้ากระตุ้นดีมานด์ผ่านแคมเปญต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน การฝากไข่เพื่อวางแผนครอบครัวในอนาคต รวมถึงการให้บริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มวางแผนมีบุตรช้าลง
ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่การบริหารจัดการ การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการลดความผิดพลาดในการดำเนินงาน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของการรักษา และยกระดับคุณภาพบริการโดยรวม
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี แนะนำ “ซื้อ” โดยคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 13% จากการฟื้นตัวของรายได้ และอานิสงส์จาก Operating Leverage เมื่อจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังคาดว่าบริษัทจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยราว 7% ต่อปี
สำหรับแนวโน้มระยะสั้นในไตรมาส 1/2569 คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน จากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น และค่าบริการเฉลี่ยที่สูงขึ้น สะท้อนถึงทิศทางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ
เมื่อพิจารณาในภาพรวม SAFE กำลังอยู่ในช่วงขยายตัวตามเมกะเทรนด์ของอุตสาหกรรม IVF โดยมีทั้งปัจจัยหนุนจากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น เทคโนโลยีที่สร้างความแตกต่าง และกลยุทธ์การขยายธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ SAFE ก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจบริการด้านการเจริญพันธุ์ในระดับภูมิภาคต่อไปในอนาคต