TISCO ฮอตหนัก! ทริสเรทติ้งชูอัตราจ่ายปันผล 90% ความสามารถทำกำไรสูงกว่าคู่แข่ง

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO ที่ระดับ “A” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทมีสถานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่มีการดำเนินกิจการ (Non-operating Financial Holding Company – NOHC) อันดับเครดิตของบริษัทจึงอยู่ในระดับต่ำกว่าความเสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มธุรกิจ (Group Credit Profile – GCP) ของกลุ่มทิสโก้ (TISCO Group) ซึ่งได้รับการประเมินที่ระดับ “a+” อยู่ 1 ขั้น กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความด้อยสิทธิในเชิงโครงสร้างของเจ้าหนี้ของบริษัท เมื่อเทียบกับเจ้าหนี้ของบริษัทย่อยในกลุ่ม
การประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มธุรกิจของ TISCO Group อ้างอิงจากอันดับเครดิตรวมของธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) (TISCOB อันดับเครดิต “A+/Stable”) รวมถึงบริษัทย่อยอื่น ๆ ที่ดำเนินกิจการภายใต้กลุ่ม ความเสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวสะท้อนถึงสถานะทางเครดิตของ TISCOB เป็นหลัก เนื่องจากสินทรัพย์ของ TISCOB คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของสินทรัพย์รวมของกลุ่ม
ขณะที่การประเมินอันดับเครดิตเฉพาะองค์กร (Stand-alone Credit Profile – SACP) ของกลุ่มธุรกิจ TISCO Group สะท้อนถึงกลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจที่มีความรอบคอบตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อันดับเครดิตเฉพาะองค์กรของ TISCO Group ยังคงสะท้อนถึงสถานะเงินทุนที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการทำกำไรที่มั่นคง และสถานะสภาพคล่องที่อยู่ในระดับเพียงพอ อย่างไรก็ตาม สถานะด้านเครดิตของกลุ่มยังคงเผชิญแรงกดดันโครงสร้างแหล่งเงินทุนที่อยู่ในระดับปานกลาง
สำหรับประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต มีความด้อยสิทธิในเชิงโครงสร้างเนื่องจากสถานะที่เป็นบริษัทโฮลดิ้งด้านธุรกิจการเงินที่ไม่มีการดำเนินกิจการ (NOHC)
โดยบริษัททำหน้าที่เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่มีการดำเนินกิจการ โดยมีรายได้หลักจากเงินปันผลที่ได้รับจาก TISCOB เพื่อนำมาใช้ชำระหนี้ ในมุมมองของทริสเรทติ้ง การพึ่งพาดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยง เนื่องจากอาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดทางกฎระเบียบในการจ่ายเงินปันผลจาก TISCOB มายังบริษัท โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความตึงเครียด
TISCO ดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ผ่าน TISCOB ซึ่งเป็นธนาคารในเครือที่บริษัทถือหุ้นทั้งหมด โดยสินทรัพย์รวมของ TISCOB คิดเป็นประมาณ 95% ของสินทรัพย์รวมของกลุ่ม นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจ TISCO Group ยังประกอบไปด้วยบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจด้านอื่น ๆ ได้แก่ หลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด (TISCOAM) และ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (มหาชน) (TISCO Sec)
อันดับเครดิตที่กำหนดให้แก่บริษัทอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าความเสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มธุรกิจของ TISCO Group อยู่ 1 ขั้น สะท้อนสถานะด้อยสิทธิในเชิงโครงสร้างของภาระผูกพันของ TISCO เนื่องจากสินทรัพย์ดำเนินงานของกลุ่มถือครองอยู่ในระดับบริษัทย่อย
อย่างไรก็ตามความสามารถในการทำกำไรที่สูงกว่าคู่แข่งในกลุ่ม การประเมินสถานะทางธุรกิจของ TISCO ของทริสเรทติ้งสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่สูงกว่าคู่แข่งในกลุ่ม โดยเป็นผลจากกลยุทธ์การเติบโตอย่างรอบคอบบนความเชี่ยวชาญหลักขององค์กร โดยฝ่ายบริหารให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนที่สามารถคาดการณ์ได้และเหนือกว่าเมื่อปรับด้วยความเสี่ยง กลยุทธ์ดังกล่าวได้ช่วยให้ TISCO มีอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Average Assets -- ROAA) เฉลี่ยอยู่ที่ 2.6% ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ไทยรายอื่นอย่างสม่ำเสมอ
ภายใต้กลยุทธ์ปัจจุบัน TISCO ได้ปรับทิศทางการเติบโตอย่างระมัดระวังไปสู่กลุ่มธุรกิจที่มีความผันผวนน้อยลง ในฝั่งสินเชื่อรายย่อย ประกอบด้วยสินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase -- HP) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ รถยนต์มือสอง และรถจักรยานยนต์ใหม่สำหรับลูกค้าที่มีคุณภาพเครดิตดี
โดยการตัดสินใจกลับเข้าสู่ตลาดสินเชื่อรถยนต์มือสองสะท้อนมุมมองว่ามีความเสี่ยงที่ลดลงจากราคาของรถยนต์มือสองที่มีเสถียรภาพดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ TISCO ยังได้รับประโยชน์จากความได้เปรียบด้านต้นทุนเงินทุนเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ธนาคารในธุรกิจสินเชื่อรถจักรยานยนต์ ซึ่งเอื้อให้บริษัทสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สามารถแข่งขันได้สำหรับผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
ในฝั่งสินเชื่อภาคธุรกิจ TISCO มุ่งเน้นไปยังอุตสาหกรรมที่มีแรงหนุนการเติบโตเชิงโครงสร้างในระยะยาว อาทิ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการจัดหาเงินทุนเพื่อโครงสร้างสาธารณูปโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Infrastructure Financing) โดยให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งทางการเงินทั้งจากผู้สนับสนุนโครงการและในระดับโครงการ
นอกเหนือจากการปล่อยสินเชื่อแล้ว TISCO กำลังปรับบทบาทไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันทางการเงินแบบครบวงจร โดยผสานบริการให้คำปรึกษาด้านการบริหารความมั่งคั่งเข้ากับผลิตภัณฑ์กองทุนรวมและผลิตภัณฑ์ประกันภัยสำหรับกลุ่มลูกค้ารายย่อย ปัจจุบัน TISCO เป็นผู้ให้บริการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพชั้นนำของประเทศ โดยมีส่วนแบ่งตลาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Assets Under Management -- AUM) สูงที่สุดมากกว่า 20% ในปี 2568
รักษาสถานะเงินกองทุนในระดับที่แข็งแกร่ง
ทริสเรทติ้งคาดว่า TISCO จะยังคงรักษาฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งไว้ได้ โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common Equity Tier-1 -- CET-1) อยู่ในช่วงประมาณ 16.8%-17.0% ในช่วงปี 2569-2571 ทั้งนี้ สมมติฐานดังกล่าวตั้งอยู่บนการเติบโตของสินเชื่อในอัตรา 1.6%-1.8% ต่อปี และอัตราการจ่ายเงินปันผลประมาณ 90%
ทั้งนี้ อัตราส่วน CET-1 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 17.04% ณ สิ้นปี 2568 จากระดับ 17.0% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากความสามารถในการทำกำไรที่อยู่ในระดับที่ดี การเติบโตของสินเชื่อในระดับปานกลาง และการปรับพอร์ตสินเชื่อไปสู่กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำลง ซึ่งปัจจัยเชิงบวกดังกล่าวสามารถชดเชยผลกระทบจากการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงได้อย่างเพียงพอ
ความสามารถในการทำกำไรอยู่ในเกณฑ์ดี
ทริสเรทติ้งคาดว่า TISCO จะสามารถคงความสามารถในการทำกำไรที่อยู่ในระดับสูงกว่ากลุ่มธนาคารคู่แข่งได้ โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ยจะอยู่ในช่วง 2.2%-2.3% ในช่วงปี 2569-2571 อัตรากำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin -- NIM) คาดว่าจะปรับดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 4.8%-4.9% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากพอร์ตสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยคงที่เป็นสัดส่วนสูง และการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มีต้นทุนลดลง รายได้จากธุรกิจค่าธรรมเนียมคาดว่าจะยังคงเป็นแหล่งรายได้ที่มีความสำคัญ โดยค่าธรรมเนียมสุทธิคิดเป็นประมาณ 25% ของรายได้รวม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตของธุรกิจบริหารจัดการกองทุนและธุรกิจขายประกันผ่านธนาคาร (Bancassurance) ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-income Ratio) คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในช่วงประมาณ 45%-46%
คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ดี
ทริสเรทติ้งคาดว่า TISCO จะสามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง จากการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยคาดว่าอัตราส่วนลูกหนี้ด้อยคุณภาพ (Non-performing Loans -- NPL) ของ TISCO จะยังคงอยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ไทย
อย่างไรก็ตาม ยังคาดว่าอัตราลูกหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL Formation) จะปรับเพิ่มขึ้นบ้างมาอยู่ในช่วง 2.3%-2.6% ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า จากระดับ 2.3% ณ สิ้นปี 2568 โดยได้รับอิทธิพลจากภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัวลงและระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว ทริสเรทติ้งประมาณการผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการตั้งสำรองเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของฝ่ายบริหาร (Management Overlays) จะปรับเข้าสู่ระดับปกติที่ประมาณ 1.1% ของสินเชื่อเฉลี่ยในปี 2569 การปรับกลยุทธ์ไปสู่การให้สินเชื่อเช่าซื้อ (HP) สำหรับรถใหม่และรถจักรยานยนต์ คาดว่าจะช่วยสนับสนุนผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยงที่สามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น อัตราส่วนสำรองต่อลูกหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL Coverage Ratio) คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 150%
ขณะที่ความเสี่ยงจากโครงการปรับโครงสร้างหนี้ “คุณสู้ เราช่วย” คาดว่าจะอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยสินเชื่อที่ได้รับการปรับโครงสร้างภายใต้โครงการดังกล่าวคิดเป็นเพียงประมาณ 2%-3% ของพอร์ตสินเชื่อรวมทั้งหมด
โครงสร้างเงินทุนอยู่ในระดับปานกลาง
ทริสเรทติ้งประเมินว่าโครงสร้างแหล่งเงินทุนของ TISCO อยู่ในระดับปานกลาง ใกล้เคียงกับธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ได้มีสถานะเป็นสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบในประเทศ (Non-domestic Systemically Important Bank -- non-DSIB) โดย TISCO ใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบ “Holistic Advisory Model” เพื่อดึงดูดฐานเงินทุนที่หลากหลายและมีเสถียรภาพมากขึ้นจากลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบริหารความมั่งคั่ง โดยผู้บริหารมองว่ากลุ่มลูกค้าดังกล่าวมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า และมีความ “คงตัว” (Sticky) มากกว่า เมื่อเทียบกับเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (CASA) ที่มีต้นทุนสูง
เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ไทยรายอื่น ๆ TISCO พึ่งพาเงินฝากเป็นแหล่งเงินทุนหลัก โดยเงินฝากรวมคิดเป็นประมาณ 90% ของแหล่งเงินทุนทั้งหมด และเงินฝากรายย่อยคิดเป็นเกือบสองในสามของเงินฝากทั้งหมด แม้ว่าการพึ่งพาเงินฝากประจำในระดับที่สูงจะสะท้อนถึงพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อัตราดอกเบี้ยคงที่ขนาดใหญ่ แต่อัตราส่วน CASA ที่ระดับ 14% ณ สิ้นปี 2568 ยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ไทยที่มุ่งเน้นสินเชื่อเช่าซื้อ (HP) รายอื่น ในขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่ระดับ 2.09% ในปี 2568 ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารเปรียบเทียบ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานเงินฝากที่อยู่ในระดับปานกลางของ TISCO
สภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอ
สถานะสภาพคล่องของบริษัทสะท้อนในทิศทางเดียวกับ TISCOB ซึ่งทริสเรทติ้งประเมินว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีอัตราส่วนความครอบคลุมของสภาพคล่อง (Liquidity Coverage Ratio -- LCR) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 160% แม้ว่าจะอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์รายอื่น แต่ยังคงสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ระดับ 100% ขณะเดียวกัน ณ สิ้นปี 2568 สินทรัพย์สภาพคล่องของบริษัทคิดเป็น 24.5% ของเงินฝากรวม และ 17.8% ของสินทรัพย์รวม
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่า TISCO จะยังคงรักษาความสามารถในการสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงคงความแข็งแกร่งของธุรกิจให้บริการสินเชื่อรถยนต์ไว้ได้ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพ และระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากบริษัทเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานเงินทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราส่วน CET-1 ยังคงอยู่เหนือ 18% อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ยังคงปรับปรุงการดำเนินงานในธุรกิจธนาคารพาณิชย์และรักษาคุณภาพสินทรัพย์ไว้ได้ ในทางกลับกัน การปรับลดอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้น หากมีความอ่อนแอในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ฐานเงินทุน หรือผลกำไรของบริษัท