Smart Investment

"ประทีป ตั้งมติธรรม" รายใหญ่เป๋าตุง พบ Q1/69 เทขาย 2 หุ้นบิ๊กแคป BANPU- RATCH หลังราคาวิ่งแรง!


18 เมษายน 2569

ประทีป-ตั้งมติธรรม_info-ปก_0.jpg

จากการสำรวจข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า"ประทีป ตั้งมติธรรม" หุ้นใหญ่บริษัทศุภาลัย จำกัด(มหาชน) หรือ SPALI ในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ที่มีพอร์ตลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยถือครองหุ้นจำนวน 11 บริษัท และส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดใหญ่และกลาง ดังนี้

BANPU   ถือครอง 231,955,398  หุ้น คิดเป็น 2.32 %        

BLAND   734,402,900  หุ้น คิดเป็น 4.23%       

BR          119,839,600  หุ้น คิดเป็น 13.12%     

PDJ        76,854,358  หุ้น คิดเป็น 12.96%       

RATCH     27,335,450  หุ้น คิดเป็น 1.26%         

SCC        14,096,600  หุ้น คิดเป็น 1.17%                        

SCGD    37,665,143 หุ้น คิดเป็น 2.28%         

SPALI     674,359,855  หุ้น คิดเป็น 34.53%      

TPIPL     406,497,400  หุ้น คิดเป็น 2.15%        

TPIPP    181,736,700  หุ้น คิดเป็น 2.16%        

TTA        58,943,307 หุ้น คิดเป็น 3.23%         

ทั้งนี้ หากนำข้อมูลข้างต้นมาเปรียบเทียบกับสัดส่วนการถือครองหุ้นในครั้งก่อน พบว่าในช่วงไตรมาส1/2569 ได้มีการลดสัดส่วนการถือครองหุ้นขนาดใหญ่ 2 บริษัท ประกอบด้วย

BANPU ล่าสุดถือครอง 231,955,398หุ้น จากเดิมที่เคยถือ 249,271,298 หุ้น ลดลง 17,315,900 หุ้น

RATCH   27,335,450 หุ้น จากเดิมที่เคยถือ 31,930,650 หุ้น ลดลง 4,595,200 หุ้น

ขณะที่หุ้นอื่นๆเป็นการเพิ่มสัดส่วนการถือครองเพิ่มขึ้น

สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้น BANPU ในช่วงไตรมาส1/2569 ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.97%

ส่วนการเคลื่อนไหวราคาหุ้น RATCH ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.69%

นอกจากนี้หากพิจารณาการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาเดียวกันปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.96% และ ดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นระดับ 21.40% 

ขณะที่ บทวิเคราะห์บล.บัวหลวง ระบุว่า แนะนำซื้อ BANPU  เนื่องจาก อยู่ในจุดส้มหล่นจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง โดยBANPU ได้อานิสงส์โดยตรงจากสงครามอิหร่าน–สหรัฐฯ/อิสราเอล ซึ่งทำให้ราคาพลังงานปรับตัวขึ้นทั้งระบบ โดยเฉพาะถ่านหินและก๊าซซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทส่งผลให้แนวโน้มกำไรฟื้นตัวชัดเจน

ขณะที่ valuation ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายเป็น 7.10 บาท (จาก 5.80 บาท) โดยมองปัจจัยบวก ดังนี้ 1) ความต้องการถ่านหินกลับมาเพิ่ม เพื่อทดแทนพลังงานที่หายไปจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG ราว 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและ LNG ปรับขึ้น และทำให้มีโอกาสหันกลับมาใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในช่วงนี้

2) ทิศทางราคาถ่านหินไปทางเดียวกับน้ำมัน และ LNG โดยหากอิงเหตุการณ์ปี 2022 ราคาน้ำมันดูไบเพิ่มขึ้น 42% YoY หนุนราคาถ่านหิน NEWC พุ่งถึง 167% YoY สะท้อนความสัมพันธ์เชิงบวกสูง (ราว 75%) และล่าสุด NEWC ปรับตัวขึ้นแล้ว 20% ช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาและมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อจากปัญหา supply พลังงานที่ยืดเยื้อ

3) ราคาก๊าซ Henry Hub มีแนวโน้มปรับขึ้นตาม LNG เพราะมีความสัมพันธ์กันสูง (ราว 76%) โดยเหตุการณ์ล่าสุดที่โครงสร้างพื้นฐาน LNG ของกาตาร์เสียหายถึง 17% ของกำลังส่งออก และต้องใช้เวลา 3–5 ปีในการซ่อมแซม จะทำให้ราคาก๊าซอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

4) โครงสร้าง EBITDA ของ BANPU อยู่ในจุดที่ได้ประโยชน์เกิน 70% โดย EBITDA ปี 2025 ของ BANPU มาจากถ่านหินราว 50% และก๊าซ (ซึ่งอยู่ในสหรัฐ) ราว 24% ทำให้บริษัทได้ประโยชน์เต็มที่จากราคาพลังงานที่ปรับขึ้น โดยเราปรับสมมติฐานราคาถ่านหินเพิ่มขึ้น 11% เป็น 125 ดอลลาร์/ตัน (เฉลี่ยปี 2026) และปรับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026 ขึ้นเป็น 6,987 ล้านบาท (Turnaround YoY)

5) Valuation ไปต่อได้ และมี Dividend yields ค้ำ โดย PBV ยังอยู่เพียง 0.5 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.1 เท่า) และให้อัตราผลตอบแทนจากปันผลราว 5.7%

ประทีป-ตั้งมติธรรม_info_0.jpg