Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 8-04-2569 (เข้าเทศกาลเก็งงบ Q1/69 หุ้นแบงก์)

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ
กำลังก้าวเข้าสู่เทศกาลเก็งงบ ไตรมาส 1/69 ของหุ้นกลุ่มแบงก์และจะเริ่มขึ้น “XD” โดย KTB จะประเดิมขึ้น XD เป็นตัวแรก 10 เม.ย. ตามด้วย SCB ในวันที่ 20 เม.ย.นี้..ไปค่ะลุ้นๆๆๆๆ ด้วยกัน
ที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือกลุ่มปิโตรเคมี กลายเป็น “ดาวเด่น” ของตลาดหุ้นได้แทบจะในชั่วข้ามคืน หลังสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางลุกลามไปสู่การโจมตีโรงงานปิโตรเคมีในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งในอาบูดาบี และบางส่วนของกาตาร์ จนเกิดเพลิงไหม้และต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวความขัดแย้งทั่วไป แต่เป็น “Supply Shock” ที่กระแทกเข้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกอย่างจัง
เนื่องจากโรงงานในตะวันออกกลางถือเป็นผู้ผลิตต้นทุนต่ำ (Low-cost Producer) ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาสินค้าในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นเม็ดพลาสติกอย่าง PE, PP หรือผลิตภัณฑ์สายอะโรเมติกส์ เมื่อกำลังการผลิตจากแหล่งใหญ่หายไปอย่างกะทันหัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นภาพง่ายๆ คือ “ของในตลาดลดลง ขณะที่ความต้องการยังเท่าเดิม” ส่งผลให้ราคาสินค้าปิโตรเคมีปรับตัวขึ้นแรง และที่สำคัญคือส่วนต่างราคา (Spread) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
แรงกระเพื่อมนี้สะท้อนมายังตลาดหุ้นไทยทันที หุ้นในกลุ่มปิโตรเคมีอย่าง IVL, PTTGC และ SCC ต่างปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น จากแรงเก็งกำไรของนักลงทุนที่มองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤต ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่เจ๊จิ๋มย้ำมาโดยตลอดว่า “ในวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ”
เมื่อพิจารณามุมมองของนักวิเคราะห์ จะเห็นภาพสนับสนุนชัดเจน โดย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า การหยุดชะงักของอุปทานจากตะวันออกกลาง ซึ่งปกติเป็นแหล่งกดราคาตลาดโลก จะทำให้สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานกลับมาตึงตัวเร็วกว่าที่คาด อีกทั้งต้นทุนด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการขนส่งนาฟทาและ LPG ก็ปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งซ้ำเติมฝั่งอุปทานให้ตึงตัวมากขึ้นไปอีก
ประเด็นสำคัญคือ เดิมทีวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีถูกคาดว่าจะกลับมาในปี 2571 แต่จากสถานการณ์ล่าสุด บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าอาจ “เลื่อนเร็วขึ้น” มาเป็นปี 2569 เลยทีเดียว พร้อมเลือก PTTGC เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) จากอานิสงส์ของราคา PE ที่ปรับตัวขึ้น
อย่างไรก็ตาม ฝั่งของ บล.กสิกรไทย มีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยชี้ว่าราคาหุ้นหลายตัวเริ่มเข้าใกล้ราคาเป้าหมายในระยะสั้นแล้ว การปรับขึ้นรอบนี้มีทั้งปัจจัยพื้นฐานและแรงหนุนจาก “จิตวิทยาตลาด” เข้ามาผสมกัน ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือความคืบหน้าของการเจรจาทางการทูต เพราะหากสถานการณ์คลี่คลาย หรือเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซกลับมาใช้งานได้ตามปกติ อุปทานที่เคยหายไปก็อาจไหลกลับเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว และแรงขายทำกำไรก็อาจเกิดขึ้นทันที
บล.กสิกรไทย ให้คำแนะนำ IVL (Outperform ราคาเป้าหมาย 25.7 บาท) และ PTTGC (Outperform ราคาเป้าหมาย 35.0 บาท) ขณะที่ IRPC (Neutral ราคาเป้าหมาย 1.40 บาท) และ SCC (Underperform ราคาเป้าหมาย 177 บาท) พร้อมเน้นย้ำว่าการเลือกลงทุนควรพิจารณาบริษัทที่มีความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ และมีฐานการผลิตกระจายตัว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่
ในอีกด้านหนึ่ง บล.ยูโอบี เคย์เฮียน มองภาพเชิงบวกในลักษณะ “Rebound” ของทั้งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ IVL ที่มีฐานการผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง แต่กลับได้ประโยชน์จากการที่คู่แข่งต้องหยุดการผลิต พร้อมให้ราคาเป้าหมายสูงถึง 28.00 บาท และคาดว่ากำไรในไตรมาสถัดไปจะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อรวบรวมมุมมองทั้งหมด เจ๊จิ๋มเห็นชัดว่า “จุดร่วม” ของนักวิเคราะห์ทั้ง 3 แห่ง คือการมองว่าเหตุการณ์ในตะวันออกกลางได้กลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้ส่วนต่างราคา (Spread) ขยายตัว และหนุนผลประกอบการในระยะสั้นอย่างชัดเจน
แต่ในอีกมุมหนึ่ง เจ๊จิ๋มก็ยังย้ำว่า การปรับขึ้นรอบนี้เป็นเพียง “โอกาสระยะสั้น” บนความไม่แน่นอนระยะยาว เพราะแรงหนุนหลักไม่ได้มาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการหายไปของอุปทาน ซึ่งสามารถกลับมาได้ทุกเมื่อ
ดังนั้น กลยุทธ์ในแบบฉบับของเจ๊จิ๋มจึงไม่ใช่การ “ไล่ราคา” แต่เป็นการเลือกจังหวะลงทุนอย่างรอบคอบ และคัดเลือกหุ้นที่มีโครงสร้างธุรกิจแข็งแรง สามารถรับมือกับความผันผวนได้ดีที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีในรอบนี้ อาจเป็นเพียง “หลุมหลบภัยชั่วคราว” เท่านั้น
และอย่างที่เจ๊จิ๋มย้ำอยู่เสมอว่า ในโลกของการลงทุน ไม่มีอะไรแน่นอน…คนที่อยู่รอดได้ ไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่คือคนที่ “รู้จังหวะ” มากที่สุดต่างหากเจ้าค่ะ