จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : NER ลุยขยายธุรกิจรับยางขาขึ้น Motor Show ดันดีมานด์–EV หนุน ดันรายได้แตะ 3.2 หมื่นล้าน


07 เมษายน 2569

NER รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

การฟื้นตัวของราคายางและยอดขายรถยนต์ โดยเฉพาะ EV กลายเป็นแรงหนุนสำคัญของ NER ขณะที่บริษัทเดินหน้าขยายกำลังผลิตและฐานลูกค้าใหม่ ผลักดันรายได้ปี 2569 แตะ 32,000 ล้านบาท

บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ผู้ผลิตและจำหน่ายยางพารารายใหญ่ของไทย ที่เน้นตลาดส่งออกและอุตสาหกรรมยางรถยนต์ เป็นบริษัทที่อยู่ในจุดที่ได้อานิสงส์จากหลาย Mega Trend  เช่น ราคายางขาขึ้น โดยปี 2569 คาดราคายางเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70 บาท/กก. ,การเติบโตของรถยนต์ EV & อุตสาหกรรมยานยนต์

โดยตลาดรถยนต์ยังเติบโตได้ดี สะท้อนจากยอดจองรถในงาน Motor Show ที่พุ่งเกินกว่า 130,000 คัน และมากกว่า 60% มาจากยอดจองรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับแรงผลักดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของยอดขายรถยนต์ ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางพารา ที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในหลายภาคส่วน ทั้งยางรถยนต์ ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจของ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายยางพารารายใหญ่ของไทย

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NER ระบุ ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้เติบโตสู่ระดับ 32,000 ล้านบาท จากปัจจัยสนับสนุนด้านราคายางที่เริ่มฟื้นตัวและปรับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจน ประกอบกับปริมาณการจำหน่ายยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยและความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้น

บริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตตั้งแต่ปลายไตรมาส4/68 ส่วนปลายนี้โรงงานใหม่จะแล้วเสร็จ กำลังการผลิตรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.7 แสนตัน รองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจีนที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามายังประเทศไทย และตลาดส่งออกก็ยังขยายตัวและผลักดันมาร์จิ้นให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 

ขณะที่ บล.ASL วิเคราะห์ NER ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 32,000 ล้านบาท (คิดเป็นการเติบโตจากปีก่อนราว 5.8%) โดยคาดปริมาณขายที่ 5 แสนตัน และมองราคาขายปีนี้เป็นขาขึ้น คาดการณ์ราคาขายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 65 บาท/กก. โดยกลุ่มลูกค้าหลักยังเป็นบริษัทสัญชาติจีน ทั้งนี้ยังคงมุ่งมั่นที่จะขยายตลาดไปในประเทศอินเดียมากขึ้น ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายจาก 5% เป็น 10% และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ 2-3 รายในปีนี้

ในส่วนประเด็นเงินลงทุนในปีนี้ 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การสร้างโรงงานแห่งที่ 3 กำลังการผลิต 320,000 ตัน/ปี คาดจะแล้วเสร็จในช่วง 1Q27 (เลื่อนออกไปราว 1 ไตรมาส จากเดิม 4Q26) ประเมินจำนวนเงินลงทุน ราว 1,900 ล้านบาท แบ่งเป็นโรงงาน 1,800 ล้านบาท และอื่นๆ 100 ล้านบาท รวมถึงจะมีการสร้างโกดังใหม่ (ทดแทนของเก่าที่ไฟไหม้) อีกราว 100 ล้านบาท

ด้านแหล่งที่มาของเงินคาดใช้จากกำไรสะสม หลังมีการจ่ายเงินปันผลทั้งปี 0.31 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลที่ 30% ของกำไรสุทธิ ซึ่งต่ำกว่าระดับปกติในปีก่อน โดยมีการอนุมัติจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.05 บาท/หุ้น เหลืออีก 0.26 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 23 เม.ย. 26 ที่ราคาปัจจุบันคิดเป็น Div. Yield ที่ 5.5%    

เบื้องต้นเราประเมินกำไรสุทธิปีนี้ 1,815 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 3.2% เมื่อเทียบกำไรจากการดำเนินงานปกติปีก่อน โดยมาจากรายได้ปีนี้ 31,850 ล้านบาท (+5.3%) ที่ปริมาณขาย 490,000 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 65 บาท/กก. และระดับ GPM ที่ 9.8% สูงกว่าปีก่อนเล็กน้อยที่ระดับ 9.7%  เนื่องมาจากแนวโน้มราคาขายเฉลี่ยปีนี้อาจสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน จากปัจจัยเอลนีโญที่จะกลับมาส่งผลกระทบในช่วงครึ่งหลังของปี 26 ขณะที่ SG&A/Sales ค่อนข้างทรงตัวที่ระดับ 2.3% และค่าใช้จ่ายทางการเงินอีกราว 552 ล้านบาท    

ประเมินราคาเป้าหมายเฉลี่ยปีนี้ที่ 5.50 บาท/หุ้น จากวิธี PE โดยอิง PE ที่ระดับ 5.6 เท่า ซื้อเป็นระดับ PE เฉลี่ยตั้งแต่ปี 22 หลังสถานการณ์โควิด-19 ที่รุนแรง เพื่อให้ระดับ PE สะท้อนความเป็นปัจจุบัน กับระดับ EPS ปี 26 ที่ 0.98 บาท/หุ้น

NER