รายงานพิเศษ : NER ลุยขยายธุรกิจรับยางขาขึ้น Motor Show ดันดีมานด์–EV หนุน ดันรายได้แตะ 3.2 หมื่นล้าน

การฟื้นตัวของราคายางและยอดขายรถยนต์ โดยเฉพาะ EV กลายเป็นแรงหนุนสำคัญของ NER ขณะที่บริษัทเดินหน้าขยายกำลังผลิตและฐานลูกค้าใหม่ ผลักดันรายได้ปี 2569 แตะ 32,000 ล้านบาท
บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ผู้ผลิตและจำหน่ายยางพารารายใหญ่ของไทย ที่เน้นตลาดส่งออกและอุตสาหกรรมยางรถยนต์ เป็นบริษัทที่อยู่ในจุดที่ได้อานิสงส์จากหลาย Mega Trend เช่น ราคายางขาขึ้น โดยปี 2569 คาดราคายางเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70 บาท/กก. ,การเติบโตของรถยนต์ EV & อุตสาหกรรมยานยนต์
โดยตลาดรถยนต์ยังเติบโตได้ดี สะท้อนจากยอดจองรถในงาน Motor Show ที่พุ่งเกินกว่า 130,000 คัน และมากกว่า 60% มาจากยอดจองรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับแรงผลักดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของยอดขายรถยนต์ ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางพารา ที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในหลายภาคส่วน ทั้งยางรถยนต์ ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจของ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายยางพารารายใหญ่ของไทย
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NER ระบุ ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้เติบโตสู่ระดับ 32,000 ล้านบาท จากปัจจัยสนับสนุนด้านราคายางที่เริ่มฟื้นตัวและปรับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจน ประกอบกับปริมาณการจำหน่ายยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยและความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้น
บริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตตั้งแต่ปลายไตรมาส4/68 ส่วนปลายนี้โรงงานใหม่จะแล้วเสร็จ กำลังการผลิตรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.7 แสนตัน รองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจีนที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามายังประเทศไทย และตลาดส่งออกก็ยังขยายตัวและผลักดันมาร์จิ้นให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้
ขณะที่ บล.ASL วิเคราะห์ NER ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 32,000 ล้านบาท (คิดเป็นการเติบโตจากปีก่อนราว 5.8%) โดยคาดปริมาณขายที่ 5 แสนตัน และมองราคาขายปีนี้เป็นขาขึ้น คาดการณ์ราคาขายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 65 บาท/กก. โดยกลุ่มลูกค้าหลักยังเป็นบริษัทสัญชาติจีน ทั้งนี้ยังคงมุ่งมั่นที่จะขยายตลาดไปในประเทศอินเดียมากขึ้น ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายจาก 5% เป็น 10% และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ 2-3 รายในปีนี้
ในส่วนประเด็นเงินลงทุนในปีนี้ 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การสร้างโรงงานแห่งที่ 3 กำลังการผลิต 320,000 ตัน/ปี คาดจะแล้วเสร็จในช่วง 1Q27 (เลื่อนออกไปราว 1 ไตรมาส จากเดิม 4Q26) ประเมินจำนวนเงินลงทุน ราว 1,900 ล้านบาท แบ่งเป็นโรงงาน 1,800 ล้านบาท และอื่นๆ 100 ล้านบาท รวมถึงจะมีการสร้างโกดังใหม่ (ทดแทนของเก่าที่ไฟไหม้) อีกราว 100 ล้านบาท
ด้านแหล่งที่มาของเงินคาดใช้จากกำไรสะสม หลังมีการจ่ายเงินปันผลทั้งปี 0.31 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลที่ 30% ของกำไรสุทธิ ซึ่งต่ำกว่าระดับปกติในปีก่อน โดยมีการอนุมัติจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.05 บาท/หุ้น เหลืออีก 0.26 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 23 เม.ย. 26 ที่ราคาปัจจุบันคิดเป็น Div. Yield ที่ 5.5%
เบื้องต้นเราประเมินกำไรสุทธิปีนี้ 1,815 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 3.2% เมื่อเทียบกำไรจากการดำเนินงานปกติปีก่อน โดยมาจากรายได้ปีนี้ 31,850 ล้านบาท (+5.3%) ที่ปริมาณขาย 490,000 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 65 บาท/กก. และระดับ GPM ที่ 9.8% สูงกว่าปีก่อนเล็กน้อยที่ระดับ 9.7% เนื่องมาจากแนวโน้มราคาขายเฉลี่ยปีนี้อาจสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน จากปัจจัยเอลนีโญที่จะกลับมาส่งผลกระทบในช่วงครึ่งหลังของปี 26 ขณะที่ SG&A/Sales ค่อนข้างทรงตัวที่ระดับ 2.3% และค่าใช้จ่ายทางการเงินอีกราว 552 ล้านบาท
ประเมินราคาเป้าหมายเฉลี่ยปีนี้ที่ 5.50 บาท/หุ้น จากวิธี PE โดยอิง PE ที่ระดับ 5.6 เท่า ซื้อเป็นระดับ PE เฉลี่ยตั้งแต่ปี 22 หลังสถานการณ์โควิด-19 ที่รุนแรง เพื่อให้ระดับ PE สะท้อนความเป็นปัจจุบัน กับระดับ EPS ปี 26 ที่ 0.98 บาท/หุ้น