รายงานพิเศษ : TFG รับอานิสงส์ราคาปศุสัตว์ฟื้นตัว คุมต้นทุนผลิตอยู่หมัด-ขยายร้านปลีก ดันรายได้ทำสถิติใหม่กำไรโตยั่งยืน

TFG เดินหน้าขยายธุรกิจครบวงจร ทั้งค้าปลีก การผลิต และต่างประเทศ ดันรายได้มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ ในปี 2569 ขณะที่ บล.โกลเบล็กยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
กรมการค้าภายใน รายงานสถานการณ์ราคาสุกรหน้าฟาร์มล่าสุดปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 72 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนที่เคลื่อนไหวในช่วง 70-72 บาทต่อกิโลกรัม
ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาปรับตัวขึ้น มาจาก 1.สภาพอากาศร้อน ทำให้สุกรกินอาหารน้อยลง 2. รอบการเลี้ยงยาวขึ้น ส่งผลให้ปริมาณออกสู่ตลาดลดลงในระยะสั้น
แม้ราคาจะปรับขึ้น แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ยอยู่ที่ 78.26 บาทต่อกิโลกรัม จะพบว่าราคาปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำกว่า อีกทั้งยังมีปริมาณสุกรสะสมในระบบยังมีค่อนข้างมาก ทำให้การเข้าควบคุมราคาของหน่วยงานรัฐทำได้ยาก
ซึ่งสถานการณ์ราคาสุกรที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจ บมจ. ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) นายเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า การปรับตัวขึ้นของราคาเนื้อสัตว์ในช่วงนี้ ได้รับแรงหนุนจากทั้งสภาพอากาศและการฟื้นตัวของอุปสงค์การบริโภค
ส่วนสถานการณ์สงคราม ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมทำให้ต้นทุนบางส่วนปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทสามารถบริหารผลกระทบได้ในวงจำกัด ผ่านการวางแผนต้นทุนเชิงรุก และการล็อคราคาวัตถุดิบล่วงหน้า สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการรักษาอัตรากำไรในธุรกิจปศุสัตว์ที่มีความผันผวนสูง
แผนธุรกิจปี 2569 TFG ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% และมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยกลยุทธ์สำคัญคือการปรับองค์กรสู่การเป็น “Market Driven” อย่างเต็มรูปแบบ
1. เร่งขยายธุรกิจค้าปลีก โดยบริษัทเดินหน้าขยายร้าน “Thai Food Fresh Market” อย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าหมาย 850 สาขาภายในสิ้นปี 2568 จากปัจจุบันที่มี 615 สาขา เพราะการขยายค้าปลีกช่วยให้บริษัทเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง เพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง ลดความผันผวนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์
2. เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานครบวงจร โดยTFG มีแผนขยายฐานการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
3. รุกตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ “เวียดนาม” ซึ่งถูกวางเป็น Growth Engine ใหม่ จากศักยภาพตลาดที่ยังเติบโตสูง และความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
และยังสอดคล้องกับมุมมองของ บล.โกลเบล็ก ที่ประเมินว่า คุณภาพและความยั่งยืนของกำไร รวมถึงกระแสเงินสดของ TFG มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยหลักมาจากการ “เปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจ” จากธุรกิจต้นน้ำ (B2B สินค้าโภคภัณฑ์) ไปสู่ธุรกิจปลายน้ำ (ค้าปลีก B2C) ที่มีดีมานด์รองรับชัดเจน
โดยเฉพาะ กลุ่มเนื้อสุกร (สัดส่วนหลักราว 90%) และกลุ่มสัตว์ปีกที่เน้นการส่งออก โครงสร้างดังกล่าวช่วยลดความผันผวน และเพิ่มความสามารถในการสร้างกำไรในระยะยาว ทั้งนี้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมให้ราคาเหมาะสมที่ 9.50 บาทต่อหุ้น