รายงานพิเศษ : OR วางโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจน้ำมัน ซื้อ TPN รองรับโลจิสติกส์ภาคอีสาน รับมือน้ำมันแพงสร้างกำไรระยะยาว

ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ทุ่มงบลงทุนท่อส่งน้ำมัน หวังลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างอัพไซด์กำไรในระยะยาว
การตัดสินใจเข้าลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อรองรับความผันผวนของอุตสาหกรรมพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังคงอยู่ในระดับสูงและมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ล่าสุด คณะกรรมการบริษัท OR มีมติอนุมัติให้ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% เข้าลงทุนใน บริษัท ไทย ไปป์ไลน์เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN) ผู้ให้บริการระบบขนส่งน้ำมันทางท่อจากจังหวัดสระบุรีไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมไม่เกิน 2,200 ล้านบาท ซึ่งภายหลังการทำธุรกรรม Modulus จะถือหุ้นในสัดส่วน 55.41% และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ถือหุ้น 44.59%
การเข้าลงทุนครั้งนี้ทำให้ TPN กลายเป็นบริษัทร่วมทุนของ OR และถือเป็นการขยายบทบาทจากธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ไปสู่การถือครองโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์พลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว
โดยปัจจุบัน ราคาน้ำมันโลกยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูงกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานโดยรวมอยู่ในระดับสูง และสร้างแรงกดดันต่อธุรกิจค้าปลีกน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น การลงทุนในระบบท่อส่งน้ำมันของ TPN จึงเป็น “เครื่องมือสำคัญ” ในการบริหารต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจน้ำมัน
การขนส่งน้ำมันผ่านท่อมีข้อได้เปรียบเหนือการขนส่งด้วยรถบรรทุก ทั้งในด้านต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่า ความเสถียรของการจัดส่ง และความปลอดภัย ซึ่งในระยะยาวจะช่วยให้ OR สามารถลดต้นทุนการขนส่งไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างมีนัยสำคัญ
แม้ในระยะสั้นช่วงปี 2569–2571 OR อาจต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการลงทุนใน TPN ประมาณ 81–160 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงาน มีการปรับลดค่าผ่านท่อเพื่อดึงดูดผู้ใช้ และยังต้องรอการทยอยเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากรถบรรทุกมาเป็นระบบท่อ
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวเมื่อปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นตามแผน OR ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการใช้งานท่อเป็นประมาณ 1,700 ล้านลิตรต่อปี ภายในปี 2571 รวมถึงการขยายไปยังตลาดส่งออก เช่น สปป.ลาว จะทำให้อัตราการใช้ท่อ (Utilization Rate) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 33–35% และมีโอกาสขยับขึ้นเกิน 55% หากสามารถดึงลูกค้ารายอื่นเข้ามาใช้บริการได้ คาดว่าจะสร้าง upside ต่อกำไรของ OR ได้ราว 39–265 ล้านบาทต่อปี หลังปี 2572 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ หาก OR สามารถลดต้นทุนการขนส่งน้ำมันไปยังภาคอีสานได้ราว 20% ตามเป้าหมาย จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 68 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีประเมินการลงทุนดังกล่าวในเชิง “slightly positive” โดยมองว่าแม้ระยะสั้นจะมีแรงกดดันจากผลขาดทุนและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบค่าการตลาดและทำให้กำไรฟื้นตัวช้าถึงปี 2570
แต่ในระยะยาว การลงทุนใน TPN จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตใหม่ และเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรของ OR โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 16.5 บาทต่อหุ้น