จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : PCE รับอานิสงส์นโยบายรัฐ เปิดตลาดไบโอดีเซล B10–B20 ปลุกดีมานด์น้ำมันปาล์มพุ่ง


01 เมษายน 2569

PCE รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ)_0.jpg

นโยบายรัฐเร่งใช้ไบโอดีเซล หนุนความต้องการน้ำมันปาล์มทะยาน กระตุ้นผลงาน บมจ.เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) ที่พร้อมเพิ่มกำลังผลิตจากการเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างธุรกิจครบวงจร คาดสร้างรายได้เพิ่มให้บริษัทไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี

แนวโน้มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้ง จากแรงหนุนสำคัญของนโยบายภาครัฐที่เร่งส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ โดยเฉพาะการปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล (B100) ในน้ำมันดีเซล จากระดับ B5 ไปสู่ B7 และมีแผนผลักดันต่อเนื่องสู่ B10 และ B20 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งระบบพลังงานและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บมจ.เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) เปิดเผยว่า นโยบายดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดภาระต้นทุนพลังงานของประชาชน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับรายได้ของเกษตรกรปาล์มน้ำมัน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

ในเชิงอุตสาหกรรม การเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีการผลิตน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ประมาณ 3.9 ล้านตัน และหากมีการปรับใช้เป็น B10 จะต้องใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.9–1.3 ล้านตัน ซึ่งยังสามารถรองรับได้จากปริมาณส่งออกที่มีอยู่เดิมราว 1.2 ล้านตันต่อปี โดยไม่กระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ

สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็น “ข่าวดีโดยตรง” ต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ PCE ซึ่งมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างในฐานะผู้นำธุรกิจน้ำมันปาล์มแบบครบวงจรของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งโรงสกัดน้ำมันปาล์ม โรงกลั่น โรงงานผลิตไบโอดีเซล (B100) รวมถึงระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์

จุดแข็งสำคัญของ PCE อยู่ที่ความพร้อมด้านกำลังการผลิต โดยบริษัท นิว ไบโอดีเซล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ มีกำลังการผลิตไบโอดีเซลสูงกว่า 1.3 ล้านลิตรต่อวัน หรือประมาณ 39 ล้านลิตรต่อเดือน นับเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของประเทศ และตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจต้นน้ำของบริษัทก็มีความแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันมีกำลังการสกัดน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือ 3,600 ตันต่อวัน และอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเฟส 3 ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตรวมเป็น 210 ตันต่อชั่วโมง หรือ 5,040 ตันต่อวัน ส่งผลให้บริษัทสามารถควบคุมวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตไบโอดีเซลได้อย่างต่อเนื่อง

จากโครงสร้างธุรกิจที่ครบวงจรดังกล่าว ทำให้ PCE มีความพร้อมในการตอบรับนโยบายภาครัฐได้ทันที และบริษัทประเมินว่า หากนโยบายการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลมีผลบังคับใช้อย่างชัดเจน จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับบริษัทได้ไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ การมีระบบโลจิสติกส์ทั้งทางบกและทางน้ำ รวมถึงคลังสินค้าในทำเลสำคัญอย่างสุราษฎร์ธานีและบางปะกง ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการต้นทุน ลดความผันผวนของธุรกิจ และเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

โดยภาพรวม นโยบายส่งเสริมไบโอดีเซลของภาครัฐกำลังกลายเป็น “แรงขับเคลื่อนใหม่” ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ทั้งในมิติของราคา ปริมาณความต้องการ และเสถียรภาพของตลาด ซึ่ง PCE ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด จากความพร้อมเชิงโครงสร้างและศักยภาพการผลิตที่ครบวงจร

ท่ามกลางราคาพลังงานโลกที่ผันผวน พลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซลจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กำลังกลายเป็น “กลยุทธ์หลัก” ของประเทศ และเป็นโอกาสครั้งสำคัญของ PCE ในการเร่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

PCE