รายงานพิเศษ : TEGH รับอานิสงส์โลกร้อน-พลังงานพุ่ง ดันราคายาง–ไบโอดีเซลขาขึ้น ลุยรายได้ 2.2 หมื่นล้าน โตแกร่งปี 69

โบรกฯ ชี้ปัจจัยมหภาคหนุนบมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) เต็มสูบ ทั้ง Super El Niño ราคาน้ำมันขาขึ้น และดีมานด์ยางโลก ขณะที่ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 69 แตะ 22,000 ล้านบาท ลุ้นกำไรขยายตัวต่อเนื่อง
บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการดำเนินธุรกิจของบมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) ในปี 2569–2570 โดยมีแรงหนุนสำคัญจากทั้งปัจจัยด้านอุปทานสินค้าเกษตรโลกที่ตึงตัว และแนวโน้มราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลดีต่อโครงสร้างรายได้และความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
หนึ่งในปัจจัยบวกสำคัญคือความเป็นไปได้ของภาวะ Super El Niño ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2569–2570 ส่งผลให้สภาพอากาศแห้งแล้งรุนแรงกว่าปกติ กระทบต่อผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันในตลาดโลก ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ ยังเผชิญกับการระบาดของโรคใบร่วงในสวนยาง ยิ่งซ้ำเติมให้ปริมาณยางในตลาดลดลง
สถานการณ์ดังกล่าวได้สะท้อนผ่านราคายางในตลาดโลก โดยราคายาง SICOM ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 190–200 เซนต์ต่อกิโลกรัม จากช่วงปลายปี 2568 ที่อยู่เพียง 170–180 เซนต์ต่อกิโลกรัม และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อธุรกิจยางธรรมชาติของ TEGH ที่มีการบริหารจัดการด้านวัตถุดิบอย่างยืดหยุ่น โดยเพิ่มการจัดหายางจากพื้นที่ภาคใต้เข้ามาเสริม
ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลบวกต่อธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัท ทั้งในส่วนของไบโอดีเซลและไบโอแก๊ส รวมถึงยังเป็นแรงหนุนทางอ้อมต่อราคายางธรรมชาติผ่านต้นทุนยางสังเคราะห์ที่สูงขึ้น
กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ ระบุว่า TEGH ยังมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตไบโอแก๊สเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ารายใหญ่ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ประจำและเสริมความมั่นคงให้กับโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว
และบริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน สู่ระดับ 22,000 ล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และพลังงานทดแทน โดยเฉพาะธุรกิจยางแท่งที่คาดว่ายอดขายจะพุ่งสู่ระดับ 280,000–290,000 ตัน ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High)
ขณะเดียวกัน บล.ทรีนีตี้ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ไว้ที่ 613 ล้านบาท เติบโต 15% จากปีก่อน โดยมีสมมติฐานรายได้เติบโต 4% และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและราคาขายที่ดีขึ้นตามภาวะตลาด
และบริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ “Low Carbon Value Chain” ผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยางแท่ง Carbon Neutral ซึ่งตอบโจทย์ผู้ผลิตยางล้อระดับโลกที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน และสอดรับกับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว
นอกจากนี้ TEGH ยังเตรียมพร้อมรองรับกฎระเบียบ EUDR โดยคาดว่าจะรักษาสัดส่วนยอดขายยางแท่งตามมาตรฐานดังกล่าวได้ที่ 30–40% และมีโอกาสเพิ่มขึ้นในอนาคต เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปลายปี 2569
ในด้านกำลังการผลิต บริษัทอยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตยางแท่ง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 432,000 ตันต่อปี รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลกในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า
จากปัจจัยบวกทั้งด้านราคา ปริมาณขาย และกลยุทธ์ธุรกิจที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก ทำให้ TEGH ถูกมองว่าอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” ของการเติบโต โดยราคาหุ้นยังมีอัพไซด์เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายที่ 4.25 บาท (PER 7.5 เท่า) พร้อมคำแนะนำ “ซื้อ”
โดยภาพรวม TEGH ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้ประโยชน์ชัดเจนจากทั้ง Megatrend ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับวัฏจักรสินค้าเกษตรที่เข้าสู่ช่วงราคาขาขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ผลประกอบการปี 2569 เติบโตอย่างโดดเด่นและต่อเนื่องในระยะถัดไป