ชำแหละ 9 หุ้นดังเสี่ยงหนัก! หลังก.พาณิชย์เปิด 6 กลุ่มสำคัญ รับผลกระทบต้นทุนน้ำมัน-ค่าขนส่ง

เตรียมรับแรงกระแทก! 4 กลุ่มดัง เจอศึกหนัก จากราคาน้ำมันและค่าขนส่งพุ่ง แถมยังมีความเสี่ยงขึ้นราคา หลังกระทรวงพาณิชย์ พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ขนส่ง ด้านโบรก มองลบ พร้อมเผยโฉม 9 หุ้นมีความเสี่ยงคาดได้รับผลกระทบ
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประเด็น กระทรวงพาณิชย์ ติดตาม 6 กลุ่มสินค้า ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและค่าขนส่ง และมีความเสี่ยงขึ้นราคานั้น นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ ได้แก่
1.กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่
2.กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้
3.กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ
4.กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง
5.กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช
และ6.กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง
โดยมีมุมมองเป็นลบต่อประเด็นดังกล่าว ซึ่งสำหรับกลุ่มที่คาดได้รับผลกระทบมีดังนี้ กลุ่ม Agri & Food สำหรับหุ้นที่ cover และมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบ ได้แก่ GFPT (แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 11.00 บาท), TU (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 14.00 บาท), SUN (แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 3.00 บาท) แม้ระยะสั้นอาจมีปัจจัยหนุนจากอุปสงค์การเร่งกักตุนสินค้า แต่มองว่าปัจจัยดังกล่าวยังต้องติดตามความเสี่ยงในระยะถัดไป ขณะที่บริษัทอาจ pass through ต้นทุนที่สูงขึ้นได้เพียงบางส่วน รวมถึงสินค้ากลุ่มอาหารสดเป็นสินค้าควบคุม ทำให้แนวโน้มการปรับราคาขึ้นอาจทำได้ไม่มาก
กลุ่ม FMCG ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและ packaging ที่ปรับตัวสูงขึ้น หุ้นที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ OSP (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20.00 บาท), CBG (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50.00 บาท), NEO (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 27.00 บาท) โดยสัดส่วนต้นทุนพลังงานอยู่ที่ 2-4% ของ COGS
กลุ่มร้านอาหาร MAGURO (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท) ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนค่าก่อสร้างสาขาใหม่ในครึ่งหลังปี 2569 ที่ปรับตัวขึ้นมาก อย่างไรก็ตามต้นทุนการก่อสร้างสาขาในครึ่งปีแรก 2569 ได้มีการล็อคราคาไว้แล้ว
และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (Neutral) ได้แก่ CK (แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 23.00 บาท) และ STECON (แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท) โดยต้นทุนวัสดุก่อสร้างโดยตรงคิดเป็นราว 15% ของต้นทุนรวม จึงประเมิน sensitivity สำหรับต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นทุก 5% จะกระทบกำไร 10%
อย่างไรก็ตามบริษัทรับเหมาใหญ่โดยทั่วไปมีการทยอยล็อกต้นทุนวัสดุไว้ต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนส่วนใหญ่ราว 60-70% เป็น subcontract ทำให้ลดความเสี่ยงเรื่องต้นทุนวัสดุผันผวน แต่มองว่าปัจจัยดังกล่าวยังต้องติดตามความเสี่ยงหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ยอดนิยม
ตลาดหุ้นไทย เสี่ยงปรับฐาน! สงครามตะวันออกกลางเดือดไม่จบ นักวิเคราะห์ แนะนำกอดเงินสด
ชำแหละ 9 หุ้นดังเสี่ยงหนัก! หลังก.พาณิชย์เปิด 6 กลุ่มสำคัญ รับผลกระทบต้นทุนน้ำมัน-ค่าขนส่ง
โบรกฯ เปิดกลยุทธ์ลงทุน ประจำไตรมาส 2/69 แนะนำ 5 หุ้นเด่นเข้าพอร์ต
“จีดีพี” ไทย เสี่ยงโตแค่ 0.7% สงครามบานปลาย เกิด OIL SHOCK ภาคอสังหาฯชะงัก-คนชะลอลงทุน