จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : UNIX เล็ง IPO ขยายธุรกิจ รีไซเคิลพลิกอุตฯบรรจุภัณฑ์ เทรนด์โลกดันดีมานด์พุ่ง


16 มีนาคม 2569

UNIX เล็ง IPO ขยายธุรกิจ_รายงานพิเศษ (เว็บ)_0.jpg

กระแสรักษ์โลกและมาตรการลดพลาสติกกำลังเร่งให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกปรับตัวสู่การใช้วัสดุรีไซเคิลมากขึ้น ขณะที่ตลาดบรรจุภัณฑ์ไทยมีมูลค่าราว 6 แสนล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่อง หนุน บมจ.ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX) เตรียมเสนอขายหุ้น IPO เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

รายงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมประเมินว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทยในปี 2569 (2026) จะมีมูลค่าประมาณ 16.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 580,000–600,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีมูลค่าประมาณ 15.7 พันล้านดอลลาร์ และคาดจะขยายตัวเฉลี่ย 4.4% ต่อปี ไปจนถึงปี 2574 โดยมูลค่าตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 20.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2574

การเติบโตดังกล่าวสะท้อนบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์สูงสุด

ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์ในระยะต่อไป มาจากหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. กระแสสิ่งแวดล้อมและปัญหาขยะพลาสติก

ปริมาณขยะจากบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการบริโภคสินค้าและอาหารสำเร็จรูป ส่งผลให้ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเร่งหาแนวทางลดปริมาณขยะ พร้อมพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้

2. การเติบโตของธุรกิจ Food Delivery

พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณบรรจุภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และทำให้เกิดความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

3. นโยบายภาครัฐด้านการลดพลาสติก

รัฐบาลไทยมีเป้าหมายลดการใช้ พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastic) พร้อมสนับสนุนการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพ ซึ่งจะช่วยผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ใหม่ ๆ

4. มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก

มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดโลกเริ่มเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ไทยต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว

การเติบโตและโอกาสในการขยายธุรกิจเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์พลาสติกสนับสนุนการเข้าระดมทุนของ บมจ.ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX) บริษัท ผู้ผลิตและจำหน่ายฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกครบวงจร โดยนายโสฬส ยอดมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุบริษัทมีความพร้อมในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 180 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็น 27.27% ของจำนวนหุ้นภายหลังการเสนอขาย และมีแผนเข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายใน ไตรมาส 2 ปี 2569

โดยบริษัทมีจุดแข็งด้านการนำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย (State of the Art) มาใช้ในกระบวนการผลิต พร้อมให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research and Development) รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและช่วยบริหารต้นทุนให้กับลูกค้า

บริษัทและบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ทั้งด้านการผลิตและการจัดจำหน่าย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก

1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก  แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่

-ฟิล์มสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging Film) กลุ่มลูกค้าหลักคือผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

-ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุของหนัก (Heavy Duty Sack) ลูกค้าหลักเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก

-ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป (Industrial Packaging) ลูกค้าหลักเป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ในครัวเรือน

2. กลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค

บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกรายใหญ่ในประเทศ โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก เช่น ถุงร้อน,ถุงเย็น,ถุงหูหิ้ว,ถุงตัดตรง และถุงขยะโดยสินค้าดังกล่าวจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของบริษัท เช่น ตรากุญแจ และตรามิตรภาพ

ขณะที่นางสาวออมสิน ศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ระบุว่า UNIX มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการผลิตฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกมากกว่า 30 ปี และมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง

ประกอบกับโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งและทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์ยาวนาน รวมถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้การระดมทุนในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการลงทุนและขยายธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตและผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต

โดยผลการดำเนินงานย้อนหลัง ผลประกอบการของบริษัทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา  

ปี     รายได้รวม                กำไรสุทธิ

2566 3,034.36 ล้านบาท 153.94 ล้านบาท

2567 3,166.10 ล้านบาท 119.51 ล้านบาท

2568 3,063.77 ล้านบาท 150.31 ล้านบาท

สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาระดับรายได้และผลกำไรอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและต้นทุนวัตถุดิบ