รายงานพิเศษ : เทรนด์ AI หนุนอุตสาหกรรมชิป CCET รับดีมานด์เทคโนโลยีโลก โชว์รายได้แกร่ง–ปันผลสม่ำเสมอ

การเติบโตของเทคโนโลยี AI และการลงทุน Data Center ทั่วโลก หนุนความต้องการชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลบวกต่อ CCET ผู้ให้บริการ Electronics Manufacturing Services และบริษัทยังเดินหน้าสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้นด้วยการจ่ายเงินปันผลในปี68 รวม 0.16 บาทต่อหุ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์มูลค่าการส่งออกชิปของไทยในปี 2026 จะขยายตัว 22% จาก
1. กระแสลงทุนด้าน Data Center และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI ที่ขยายตัวทั่วโลก
เนื่องจากทิศทางการลงทุนด้าน Data Center มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2025-2030 คาดว่าจะขยายตัวราว 8.4% ต่อปี (CAGR) ตามแรงหนุนของการนำ AI มาใช้งาน ทั้งนี้ AI Server ที่ติดตั้งใน Data Center จำเป็นต้องใช้ ชิป เป็นส่วนประกอบสำคัญ แม้ไทยจะไม่ได้เป็นฐานการผลิต AI ชิป ขั้นสูง แต่ก็เป็นผู้ผลิตและส่งออก ชิป General-purpose ซึ่งก็เป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยชิปที่ไทยส่งออกกว่า 64% จะเป็นชิป Power Management ซึ่งใช้คุมกระแสไฟในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่
นอกจากนี้ การพัฒนาด้าน AI ยังเร่งให้เกิดการขยายตัวของ Smart Appliance หรือการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปมากขึ้น การเพิ่มจำนวนของอุปกรณ์เหล่านี้ทำให้ความต้องการชิป General-purpose ขยายตัวและหนุนการส่งออกของไทย
2. ชิปไทยไม่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายหลักที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 232 ของสหรัฐฯ
แม้สหรัฐฯ จะมีการตั้งภาษีภายใต้มาตรา 232 ต่ออุตสาหกรรม Semiconductor แต่ขอบเขตของมาตรการดังกล่าวในปัจจุบัน มุ่งเน้นเฉพาะอุปกรณ์ที่มีชิป AI ขั้นสูงเป็นองค์ประกอบ เช่น Nvidia H200 และ AMD MI325X เนื่องจากถูกมองว่าเป็นสินค้าที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง
3. ไม่ได้รับผลกระทบด้านภาษีจากมาตรา 122 ซึ่งมาแทนที่ภาษี Reciprocal ที่ถูกยกเลิกไป
ชิปที่ไทยเป็นผู้ส่งออกหลักอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษี Reciprocal ของสหรัฐฯ และภายหลังเมื่อมีการประกาศใช้ภาษีมาตรา 122 เพื่อแทนภาษี Reciprocal ที่ถูกยกเลิก กลุ่มชิปที่ไทยส่งออกก็ยังคงอยู่ในรายการยกเว้นเช่นเดิม ทำให้ปัจจุบันแรงกดดันด้านภาษีต่อการส่งออกชิปของไทยยังอยู่ในวงจำกัด
ซึ่งทิศทางในระยะข้างหน้ายังคงมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของมาตรการทางการค้า และการลงทุนใน AI ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกชิปของไทยในระยะยาว
สถานการณ์การเติบโตของเทคโนโลยีน AI ผลักดันผลงานการเติบโตของบมจ.แคล-คอมพ์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ CCET ในฐานะผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อีเล็คโทรนิคส์ในรูปแบบของ Electronics Manufacturing Services (EMS) โดยมีกลุ่มลูกค้าหลัก 2 ประเภทคือ อุปกรณ์ประกอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม
ซึ่งการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯจะยังคงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และการสนับสนุนลูกค้าในกลุ่มเทคโนโลยีหลัก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานรายได้และความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว ในขณะเดียวกัน เริ่มเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ
ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสินค้า 4,219.40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือ 138,296.56 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 0.62% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูล (Storage Products) และผลิตภัณฑ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable Devices) ซึ่งยังคงมีความต้องการจากลูกค้าในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง และเป็นกลุ่มที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและการบริหารซัพพลายเชน และมีกำไรสุทธิ 61.48 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,020.38 ล้านบาท
ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯยังมีมติให้จ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวดครึ่งหลังของปี 2568 ในอัตรา 0.09 บาทต่อหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2568 เป็นจำนวนเงิน 940,500,254.79 บาท โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 19 มีนาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วก่อนหน้านี้ในอัตรา 0.07 บาทต่อหุ้น (งวดดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม - 30 มิถุนายน 2568) ส่งผลให้อัตราเงินปันผลรวมสำหรับปี 2568 อยู่ที่ 0.16 บาทต่อหุ้น สะท้อนความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ