รายงานพิเศษ : PCE รับอานิสงส์ดีมานด์ปาล์มพุ่ง พลังงานหนุนใช้ B7 รับศึกน้ำมันโลก ดันไบโอดีเซลพยุงราคาดีเซล

กระทรวงพลังงานเตรียมเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 มีผล 14 มี.ค.นี้ บรรเทาผลกระทบราคาพลังงานจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ขณะที่ เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) มองแนวโน้มราคาน้ำมันปาล์มเป็นขาขึ้น หนุนโอกาสเติบโตของธุรกิจไบโอดีเซล
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานไปทั่วโลก รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการรับมือความผันผวนที่เกิดขึ้น โดยจะให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 เพื่อช่วยลดการใช้ตัวเนื้อดีเซลลง และดูดซับผลผลิตปาล์มที่กำลังจะออกสู่ตลาด โดยจะมีผลในวันที่ 14 มี.ค.นี้
พร้อมทั้งศึกษาเพิ่มเติมส่งเสริมการใช้ B10 และ B20 เนื่องจากรถยนต์บางค่ายอาจยังไม่สามารถใช้งานได้ ส่วนการตรึงราคาดีเซลจะรอให้ครบ 15 วันก่อนที่จะไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
การสนับสนุนใช้ไบโอดีเซล B10 และ B20 ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญเพิ่มมากขึ้น ส่งผลดีต่อ บมจ.เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) ที่ประกอบธุรกิจหลัก 4 ธุรกิจ ดังนี้ 1) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์ม น้ำมันไบโอดีเซล และน้ำมันปาล์มโอเลอีนเพื่อการบริโภค 2) ธุรกิจให้บริการคลังสินค้าและท่าเทียบเรือ 3) กลุ่มธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าทางรถ 4) กลุ่มธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือ
ซึ่งนายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร PCE ระบุ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง บริษัทประเมินว่าจะผลักดันให้ราคาน้ำมันปาล์มมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น เนื่องจากน้ำมันปาล์มนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศต่าง ๆ เริ่มมีดีมานด์เข้ามาเพื่อเพิ่มสต็อก อาทิ อินเดีย จีน ยุโรป สะท้อนมาที่ราคาน้ำมันปาล์มพุ่งขึ้นกว่า 200 จุดในช่วง 3 วันที่ผ่านมา
ประกอบกับ ในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมาราคา Crude oil ปรับตัวขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวขึ้นด้วย ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้ราคาดีเซลไม่ปรับตัวสูงขึ้นคือน้ำมันปาล์มที่นำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล จากปัจจุบันประเทศไทยยังใช้ B5 แต่ก็มีโอกาสปรับส่วนผสมเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลกำลังมองหาช่องทางรับมือกรณีที่น้ำมันดีเซลอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ในแง่ของผลผลิตปาล์มปีนี้คาดว่ายังทรงตัวจากปีที่แล้ว ทำให้แนวโน้มราคาเป็นทิศทางขาขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์ในตะวันออกลางจะยืดเยื้อมากน้อยเพียงใด
ส่วนแผนธุรกิจในปี 69 บริษัทมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงผ่านการขยายฐานลูกค้าเชิงรุก และการบริหารต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ภายหลังโครงการโรงสกัด CPO เฟส 2 มูลค่า 180 ล้านบาทเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว จะทำให้กำลังการผลิตรวมของกลุ่ม PCE ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือ 3,600 ตันผลปาล์มสดต่อวัน จะช่วยลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันปาล์มดิบจากภายนอกเหลือ 50% จากเดิม 75%
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงสกัด CPO เฟส 3 มูลค่าลงทุน 310 ล้านบาท กำลังการผลิต 60 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมงหรือ 1,440 ตันผลปาล์มสดต่อวัน ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตรวมทั้งหมดของกลุ่ม PCE เพิ่มมาอยู่ที่ 210 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือ 5,040 ตันผลปาล์มสดต่อวัน คาดว่าเฟส 3 จะแล้วเสร็จต้นปี 70 เสริมศักยภาพการผลิตรองรับดีมานด์ ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเพิ่มอำนาจต่อรองด้านต้นทุนวัตถุดิบในระยะยาว
สำหรับตลาดในประเทศ PCE ขยายสู่ตลาดผู้บริโภครายย่อย (B2C) ชัดเจน ผ่านการวางจำหน่ายน้ำมันปาล์มโอเลอินบรรจุขวดแบรนด์ "รินทิพย์" ในช่องทาง Modern Trade ควบคู่กระจายสินค้าผ่าน Cash Van นำร่องในพื้นที่ภาคใต้ อาทิ สุราษฎร์ธานี และ นครศรีธรรมราช ก่อนขยายครอบคลุมทั่วภาคใต้ภายในปีนี้ และต่อยอดสู่ภูมิภาคอื่น เพื่อสร้างแบรนด์และเพิ่มมาร์จิ้นในระยะยาว
ส่วนตลาด B2B บริษัทมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มคุณภาพสูงมาตรฐานสากล RSPO ให้กับอุตสาหกรรมอาหาร ขนมขบเคี้ยว และร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นนำ พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับ Intercontinental Specialty Fats Sdn. Bhd. (ISF) ในเครือ The Nisshin OilliO Group, Ltd. เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเป็น 50% จากปัจจุบันราว 40%
“บริษัทยังตั้งเป้ารักษาอัตราการเติบโตของรายได้เป็นตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง หรือคาดว่าจะเติบโตในระดับ 10-15% จากการขยายตลาดส่งออก รวมทั้งขยายลูกค้าในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม B2C พร้อมวางเป้ารักษาอัตรากำไรสุทธิที่ 2-3% ด้วยการควบคุมต้นทุน การจัดการสินค้าคงคลัง และการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง”