รายงานพิเศษ : PTG เดินเกมรุก Non-Oil ลุยเปิดกาแฟพันธุ์ไทย 800 สาขา ตั้งเป้ารายได้ Non-oil โต 30–40%

ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง อิหร่าน, สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ส่งผลให้ค่าการตลาดน้ำมันมีแนวโน้มผันผวน หนุนบมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เดินหน้าขยายธุรกิจ Non-Oil โดยเฉพาะ กาแฟพันธุ์ไทย ที่ตั้งเป้าเปิด 800 สาขา และตั้งเป้ารายได้ Non-Oil โต 30–40%
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) ระบุ ปี 69 บริษัทตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้จากธุรกิจ Non-Oil ในระดับ 30-40% จากปีก่อน และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ไว้ที่ประมาณ 40-45% ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และการเพิ่มเติมสัดส่วนธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วน EBITDA ตั้งเป้าเติบโต 8-12% จากปีก่อน
ทั้งนี้ ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยยังคงเป็นธุรกิจที่สำคัญของ Non-Oil โดยปีนี้วางแผนขยายสาขาไม่น้อยกว่า 800 สาขา ควบคู่กับการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ขณะเดียวกันได้ต่อยอดพอร์ตธุรกิจอาหารผ่านการเปิดตัวแบรนด์ "ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย" ซึ่งได้เปิดสาขานำร่องแล้ว 3 สาขาในปีที่ผ่านมา และในปี 2569 วางแผนขยายเพิ่มเติมประมาณ 50 สาขา ส่วนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ยังคงเดินหน้าขยายต่อเนื่อง อาทิ SUBWAY
ขณะที่ธุรกิจ LPG วางเป้าหมายขยายจุดให้บริการรวมเป็นประมาณ 836 จุด โดยการเติบโตยังคงมาจากธุรกิจก๊าซหุงต้มเป็นหลัก ในส่วนของธุรกิจ Non-Oil อื่นๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ Max Mart, ศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์ และศูนย์บริการ Autobacs, สถานีบริการรูปแบบใหม่ PT GIGA EV และสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleX by EGAT PT ยังคงขยายเครือข่าย เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเพิ่มการเข้าถึงของลูกค้าในระยะยาว
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์หุ้น PTG โดยระบุว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจของ PTG ในปี 69 หลังเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์ โดยมองว่า แผนการขยายธุรกิจเชิงรุกจะเป็นปัจจัยการเติบโตที่สำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1) บริษัทตั้งเป้าขยายธุรกิจต่อเนื่องในปี 69 ทั้งธุรกิจน้ำมันและธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil) โดยตั้งเป้าว่าจะเปิดสถานีบริการน้ำมัน 40 สาขา, ร้านกาแฟพันธุ์ไทย 800 สาขา, และร้าน LPG 138 สาขา
2) เป้าทางการเงินในปี 69 คือ ปริมาณขายน้ำมันจะโต 3-5% จากปีก่อน, รายได้ non-oil โต 30-40% จากปีก่อน และ EBITDA จะสูงขึ้น 8-12% จากปีก่อน
3) เราคาดค่าการตลาด (marketing margin) จะลดลง จากปีก่อน และไตรมาสก่อน ในไตรมาส 1/69 จากผลกระทบของสงครามอิสราเอล/สหรัฐอเมริกา-อิหร่าน แต่จะถูกชดเชยด้วยกำไรที่สูงขึ้นของธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (non oil)
ทั้งนี้คงประมาณการกำไรสุทธิปี 69-70 ที่ 1.4/1.6 พันล้านบาท เทียบกับ 1.0 พันล้านบาทในปี 69 โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ คือ 1) ปริมาณขายน้ำมันจะสูงขึ้น 2) จำนวนสาขา non-oil ที่เพิ่มขึ้น 3) อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ดีขึ้น
ดังนั้นจึงคงราคาเป้าหมายที่ 11.50 บาท อิง 69 PER ที่ 14.1x (ประมาณ -0.8SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 68 ที่ 0.35 บาทต่อหุ้น (สะท้อนอัตราตอบแทนที่ 4.0%) โดยจะขึ้น XD วันที่ 10 มี.ค. 69