Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 10-03-2569 (น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์..จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?)
Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 10-03-2569 (น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์..จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?)

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ
เมื่อวานนี้ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปเรียบร้อย!!! ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมาจะเกิดเป็นลูกโซ่ต่อหลายภาคส่วน เนื่องจากน้ำมันเป็น ต้นทุนพลังงานหลักของเศรษฐกิจโลก ผลกระทบสามารถวิเคราะห์ได้ใน 5 มิติหลัก คือ
1. เงินเฟ้อเร่งตัว น้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตและการขนส่ง เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นจะทำให้
-ต้นทุนขนส่ง เพิ่มขึ้น (โลจิสติกส์ รถบรรทุก เรือ เครื่องบิน)
-ต้นทุนการผลิตสินค้า เพิ่มขึ้น เช่น พลาสติก ปิโตรเคมี ปุ๋ย
-ราคาสินค้าและอาหาร ปรับตัวสูงขึ้น
ผลคือ ➡ เงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้ม เร่งตัวขึ้นอีกระลอก
2. การเติบโตเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาพลังงานสูงทำให้
-กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง
-ภาคธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้น
-การลงทุนบางส่วนถูกเลื่อนออกไป
ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Cost-Push Shock
ผลที่เกิดขึ้นคือ ➡ GDP ของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันมีแนวโน้ม ชะลอตัว
3. ธนาคารกลางอาจคงดอกเบี้ยสูง เมื่อเงินเฟ้อสูงจากราคาพลังงาน ธนาคารกลาง เช่น Federal Reserve หรือ European Central Bank อาจต้อง
-คงดอกเบี้ยสูง
-ชะลอการลดดอกเบี้ย
ผลคือ ➡ ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกยังสูง
4. การย้ายรายได้ระหว่างประเทศ ราคาน้ำมันสูงทำให้เกิดการย้ายรายได้จาก ประเทศผู้นำเข้า → ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน
5. ผลต่อตลาดทุน ราคาน้ำมัน 100 ดอลลาร์มักทำให้
หุ้นที่ได้ประโยชน์
-กลุ่มพลังงาน
-กลุ่มสำรวจและผลิตน้ำมัน
-ปิโตรเคมีบางส่วน
หุ้นที่ได้รับผลลบ
-สายการบิน
-ขนส่ง
-โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซ
-อุตสาหกรรมใช้พลังงานสูง
ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทย กูรูวิเคราะห์ว่าหากน้ำมัน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบหลักคือ
ด้านลบ
-ขาดดุลการค้าน้ำมันเพิ่ม
-เงินเฟ้อสูงขึ้น
-ค่าไฟและค่าขนส่งเพิ่ม
-ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น
ด้านบวก
-หุ้นพลังงานมีน้ำหนักสูงในตลาดหุ้นไทย
-กำไรบริษัทพลังงานเพิ่ม
-ดัชนีหุ้นบางช่วงอาจปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน
วกกลับเข้ามาที่ตลาดหุ้นไทยของเราเมื่อวานนี้..ยิ่งเป็นจังหวะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งแรงและหุ้นตกไปทั่วโลกจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง นอกจากหุ้นทั่วไปที่ราคาร่วงแรงจนกดดันดัชนีหุ้นไทยก็ยังมีหุ้นตัวใหญ่อย่าง DELTA ที่ปรับตัวลงหนักจนฉุดบรรยากาศการลงทุนทั้งกระดานให้ผันผวนอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ทันทีที่ราคาหุ้น DELTA ปรับตัวลดลง 1 บาท จะมีผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ประมาณ 0.06-0.01 จุด นั่นจึงทำให้การที่ราคาหุ้นของ DELTA ปรับราคาร่วงลงไปถึง 29 บาทในช่วงเช้าของวันที่ 9 มีนาคม จึงกดดันให้ดัชนีของตลาดหุ้นไทยร่วงลงแรงตามไปด้วย
ว่าแต่รอบนี้ทำไม่ราคาหุ้นของ DELTA จึ่งร่วงลงหนักมาก?
เริ่มจากมุมมองของ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ที่ชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันสำคัญมาจากประเด็นด้านสภาพคล่องและโครงสร้างผู้ถือหุ้น หลังจากช่วงต้นปีที่ผ่านมาเกิดรายการ Big Lot ขนาดใหญ่จากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องผิดปกติในเชิงธุรกรรม แต่ในเชิงจิตวิทยาการลงทุนกลับสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนสถาบันในระยะสั้น เมื่อราคาหุ้นเริ่มหลุดแนวรับสำคัญอย่างเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน หรือ DMA-50 จึงเกิดแรงขายทางเทคนิคตามมาแบบเป็นลูกโซ่ ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงตามกระแสเงินทุนโลก ทำให้หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งผูกกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกถูกลดน้ำหนักในพอร์ตเพื่อจำกัดความเสี่ยง
แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง นักวิเคราะห์จาก บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กลับชี้ให้เห็นประเด็นที่ลึกกว่านั้น นั่นคือเรื่องของ “มูลค่าหุ้น” แม้ DELTA จะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในหัวหอกสำคัญของเมกะเทรนด์โลก ไม่ว่าจะเป็น Data Center หรือเทคโนโลยี AI แต่ในช่วงที่ตลาดเข้าสู่โหมด Risk-off หุ้นที่มีค่า Forward P/E สูงมักจะถูกลดน้ำหนักก่อนเป็นอันดับแรก
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแรงกดดันจากเกณฑ์การคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 ที่มีการจำกัดน้ำหนักหุ้นขนาดใหญ่ผ่านระบบ Capped Weight ซึ่ง DELTA เคยมีสัดส่วนในดัชนีสูงกว่าระดับดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง ทำให้กองทุนดัชนีหรือ Passive Funds ต้องปรับสมดุลพอร์ตเพื่อลดความคลาดเคลื่อนจากดัชนี หรือที่เรียกว่า Tracking Error
ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง การปรับพอร์ตของกองทุนประเภทนี้เพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างแรงขายจำนวนมากในหุ้นตัวเดียวได้ และในสายตาของ เจ๊จิ๋ม นี่คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้การปรับฐานของ DELTA ดูรุนแรงกว่าปกติ
ขณะเดียวกัน มุมมองจากนักวิเคราะห์ในเครือ บล.กรุงไทย และกลุ่ม IAA Consensus ยังชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยบวกเดิมอย่างการขยายกำลังการผลิตหรือการสร้างโรงงานใหม่ ซึ่งเคยเป็นแรงผลักดันราคาหุ้นในช่วงก่อนหน้า เริ่มถูกตลาดตีความในรูปแบบ Sell on Fact เพราะราคาหุ้นได้สะท้อนความคาดหวังเหล่านั้นไปค่อนข้างมากแล้ว นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่อง Global Minimum Tax ที่อาจส่งผลต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีของบริษัทในระยะยาว ทำให้บางสำนักเริ่มปรับราคาเหมาะสมลงเพื่อสะท้อนความเสี่ยงใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
แต่หากมองในเชิงพื้นฐานแล้ว เจ๊จิ๋ม ยังเชื่อว่า DELTA ยังคงเป็นบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตสูงจากธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบพลังงานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ซึ่งยังเป็นเมกะเทรนด์ของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
เอาเป็นว่าเหตุการณ์ร่วงแรงในครั้งนี้ถือเป็น “บทเรียน” สำคัญของตลาดหุ้นไทยอีกครั้งว่า ราคาหุ้นไม่ได้ถูกกำหนดจาก “กำไรของบริษัท” เพียงอย่างเดียว หากยังถูกกำหนดด้วยกระแสเงินทุน สภาพคล่อง และจิตวิทยาการลงทุนของผู้เล่นรายใหญ่ด้วย
ในวันที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากไฟสงครามและความผันผวนทางเศรษฐกิจ ผู้เล่นจำนวนมากจึงเลือกถือเงินสดมากกว่าหุ้นที่มีราคา Premium สูง
ในบางช่วงเวลา “ความถูกหรือแพงของหุ้น” ไม่ได้ถูกตัดสินจากงบการเงินเท่านั้น แต่ถูกตัดสินจากกระแสเงินที่ไหลเข้าและไหลออกจากตลาดในแต่ละจังหวะต่างหากเจ้าค่ะ