รายงานพิเศษ : NER ตั้งเป้ายอดขายโต 10% ขยายตลาดอินเดีย–ลูกค้าใหม่ 2-3 ราย โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” เป้าหมาย 5.84 บาท

บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) วางเป้าปี 2569 ยอดขายโต 10% มองแนวโน้มราคายางพาราเข้าสู่ทิศทางขาขึ้น หนุนอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 10–11% เร่งขยายตลาดอินเดียเพิ่มสัดส่วนแตะ 10% พร้อมเพิ่มลูกค้าใหม่ต่อเนื่อง ด้านนักวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ พาย คงคำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินมูลค่าเหมาะสม 5.84 บาท
สถานการณ์ราคายางปีนี้ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อธุรกิจ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ที่ผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NER ระบุทิศทางธุรกิจปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10% จากปี 2567 ด้านอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 10-11% โดยคาดว่าราคายางน่าจะอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างเต็มตัวมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันราคายางเฉลี่ยทุกประเภทอยู่ที่ 70 บาท ขณะเดียวกันบริษัทมุ่งเน้นขยายตลาด โดยเฉพาะตลาดอินเดีย ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายจากอินเดียเป็น 10% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 5% นอกจากนี้คาดว่าจะเพิ่มลูกค้าใหม่อีก 2-3 รายภายในปีนี้
ขณะที่ธุรกิจแผ่นยางพาราปูรองปศุสัตว์ มียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มียอดขาย 9.2 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 10 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันลูกค้าเริ่มรับรู้ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทนำไปขายในตลาด และมีลูกค้ารายใหญ่ตอบรับการใช้งานแผ่นปูรอง ทั้งในประเทศและในญี่ปุ่นที่บริษัทได้ไปนำเสนอและมีคำสั่งซื้อกลับมา คาดยอดขายจะเริ่มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง
ด้านบล.พาย ออกบทวิเคราะห์ โดยระบุว่า NER ตั้งเป้ายอดขายในปี 26 ที่ 500,000 เพิ่มขึ้นจาก 475,431 ตัน ขณะที่ราคาขายใกล้เคียงกับปีก่อนโดยคาดว่าปริมาณขายจะสูงสุด ในช่วง 2H26 สำหรับลูกค้าหลักยังเป็นจีน แต่ลูกค้าอินเดียมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เพราะอินเดียอาจจะปรับลดภาษีนำเข้ายางพาราประเภท STR mixture โดยคาดเห็นความชัดเจนในเดือน เม.ย. เป็นต้นไป
ทั้งนี้ความเสี่ยงปีนี้คือภัยแล้งจากภาวะ เอล นีโญ อาจจะกดดันให้ผลผลิตออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ ส่วนการสร้างโรงงานยางแท่งแห่งที่ 3 ได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ค้าประกันหุ้นกู้ยังไม่อนุมัติให้ลงทุน ทำให้การเปิดอาจจะเลื่อนไปเป็นช่วง 1Q27 แทนจากเดิมที่จะเริ่มในช่วง 4Q26
ซึ่งจากโรงงานใหม่ที่มาช้า ทำให้เป้าปริมาณการขายในปี 26 เพิ่มขึ้นไม่มากนัก รวมกับความผันผวนของราคายางพาราที่กระทบกับกำไรขั้นต้น เราจึงมีการปรับกำไรในปี 26 ลงจากเดิม 8% มาอยู่ที่ระดับ 1,798 ล้านบาท (+10%YoY ถ้านับเฉพาะกำไรปกติ)
ทั้งนี้การเติบโตหลักจะเห็นในปี 27 เป็นต้นไปหลังโรงงานเสร็จ เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เช่นเดิมและประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 5.84 บาท (6XPER’26E) NER จ่ายปันผล 2H25 อีก 0.26 บาท/หุ้น (รวมทั้งปีจ่าย 0.31 บาท/หุ้น) XD 23 เม.ย. จ่าย 7 พ.ค.