รายงานพิเศษ : LEO เร่งเครื่องธุรกิจใหม่ จากโลจิสติกส์สู่แพลตฟอร์มการเติบโต สร้างกำไรยั่งยืน ดัน EBITDA ตามแผน Jump+

แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ บมจ.ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ (LEO) สามารถสร้างการเติบโตของ EBITDA ได้อย่างโดดเด่นจากยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่กำลังก้าวสู่การเติบโตระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ LEO กำลังสะท้อนออกมาผ่านผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากบริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจขนส่งแบบดั้งเดิม และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 จึงถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญว่าแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวเริ่มสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดย LEO มีรายได้รวม 313.9 ล้านบาท แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน แต่บริษัทสามารถสร้าง EBITDA ได้ถึง 33.5 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 7.5 ล้านบาท
หากเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2568 จะพบว่าบริษัทมีการเติบโตของ EBITDA สูงถึง 153% ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 199% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการในระยะถัดไป
โดยหัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้ไม่ได้มาจากการขยายตัวของธุรกิจ Freight เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสำเร็จในการผลักดันธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics ตามยุทธศาสตร์ 3x6 Growth Matrix และแผนงาน Jump+ ซึ่งบริษัทวางไว้เพื่อยกระดับคุณภาพรายได้และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
ขณะที่ธุรกิจให้เช่าพื้นที่เก็บของขนาดเล็ก หรือ Self-Storage รวมถึงธุรกิจรับฝากตู้สินค้า Container Depot กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวเด่นของกลุ่ม โดยสามารถสร้างรายได้รวมในไตรมาสแรก 12.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของธุรกิจที่มีลักษณะรายได้ประจำ หรือ Recurring Income ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับผลประกอบการ และลดผลกระทบจากความผันผวนของธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศที่ขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจโลก
อีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตคือการขนส่งสินค้าทางราง ผ่านบริษัทในเครืออย่าง LaneXang Express และ Sritrang-Leo Multimodal Logistics ซึ่งมีรายได้เติบโต 23% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของระบบขนส่งทางรางในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น
นอกจากการเติบโตจากธุรกิจใหม่แล้ว LEO ยังได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อระบบโลจิสติกส์โลก โดยความไม่แน่นอนในเส้นทางการขนส่งทางทะเลผ่านตะวันออกกลาง ส่งผลให้ลูกค้าบางส่วนหันมาใช้บริการขนส่งทางอากาศมากขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง
ปัจจัยดังกล่าวช่วยผลักดันรายได้จากธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ รวมถึงบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรให้เติบโตเพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะเดียวกันบริษัทยังได้รับงานขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ หรือ Heavy Lift & Project Cargoes เพิ่มเติม ซึ่งเป็นงานที่มีมูลค่าสูงและสร้างอัตรากำไรที่ดี
ผลจากการบริหารพอร์ตธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทในไตรมาสแรกอยู่ที่ 32% สูงกว่าระดับ 30% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และสามารถรักษาระดับเดียวกับไตรมาสก่อนหน้าได้ แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกจะยังมีความผันผวน
สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสนใจ คือ การเติบโตของ EBITDA ที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่ารายได้ ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพของการเติบโต และประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะ EBITDA ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทเดินหน้าต่อยอดยุทธศาสตร์ 3x6 Growth Matrix ซึ่งเป็นแผนการเติบโตหลักในการเฉลิมฉลองครบรอบ 36 ปีของการดำเนินธุรกิจ พร้อมผลักดันโครงการ Jump+ อย่างเต็มรูปแบบ
เป้าหมายสำคัญของแผนดังกล่าว คือ การเพิ่ม EBITDA ของบริษัทให้เติบโตอีกประมาณ 45% หรือแตะระดับ 50-55 ล้านบาทภายในปี 2571 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการสร้างเสถียรภาพของรายได้ในระยะยาว
แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำกำไร ความมั่นคงทางธุรกิจ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นมากขึ้น
เมื่อพิจารณาจากการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่มีอัตรากำไรสูง การขยายตัวของบริการขนส่งทางราง การเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร รวมถึงความสำเร็จของแผน Jump+ ทำให้ LEO กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการสร้างการเติบโตระยะใหม่