SCGP สุดฮอต! นอมินีต่างชาติ - วายุภักษ์ ลุยหุ้นซื้อเพียบ! ต้นปี 69 ราคาวิ่ง 23%

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นปี 2569 บรรยากาศการลงทุนเป็นไปอย่างคึกคัก ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือนก.พ. ดัชนีปรับตัวขึ้นมากว่า 20.35 % และหุ้นขนาดใหญ่และกลางปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่มีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติโดยมียอดซื้อสุทธิอยู่ที่ 56,516.13 ล้านบาท
สอดคล้องกับ การรวบรวมข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในส่วนของโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ณ วันที่ 11 ก.พ. 2569 พบว่า กลุ่มนอมินีต่างชาติ พร้อมใจเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นอย่างชัดเจน ประกอบด้วย
SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED ถือหุ้นจำนวน 39,031,130 หุ้น จากเดิมที่เคยถือครอง37,242,844 หุ้น ถือเพิ่มขึ้น 1,788,286 หุ้น
N.C.B.TRUST LIMITED- NORGES BANK 37 ถือหุ้นจำนวน 31,620,300 หุ้น จากเดิมที่ไม่ปรากฎรายชื่อผู้ถือหุ้น ดังนั้นถือครองเพิ่ม 31,620,300 หุ้น
THE BANK OF NEW YORK MELLON ถือหุ้นจำนวน 14,273,500 หุ้น จากเดิมที่เคยถือครอง 11,022,500หุ้น ถือเพิ่มขึ้น3,251,000 หุ้น
STATE STREET EUROPE LIMITED ถือหุ้นจำนวน 10,931,500 หุ้น จากเดิมที่เคยถือครอง 8,694,301หุ้น ถือเพิ่มขึ้น2,237,199 หุ้น
รวมทั้งยังพบว่า กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง ถือหุ้นจำนวน 77,280,058 หุ้น จากเดิมที่เคยถือครอง 73,630,058หุ้น ถือเพิ่มขึ้น 3,650,000 หุ้น
สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นล่าสุด ประกอบด้วย
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ถือครอง 3,095,882,660 หุ้นคิดเป็น 72.12 %
บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือครอง 122,707,215 หุ้นคิดเป็น 2.86 %
บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด ถือครอง 82,398,900 หุ้นคิดเป็น 1.92 %
สำนักงานประกันสังคม ถือครอง 77,672,286 หุ้นคิดเป็น 1.81 %
กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง ถือครอง 77,280,058 หุ้นคิดเป็น 1.80 %
SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED ถือครอง 39,031,130 หุ้นคิดเป็น0.91 %
N.C.B.TRUST LIMITED- NORGES BANK 37 ถือครอง 31,620,300 หุ้น คิดเป็น 0.74 %
THE BANK OF NEW YORK MELLON ถือครอง 14,273,500 หุ้นคิดเป็น 0.33 %
STATE STREET EUROPE LIMITED ถือครอง 10,931,500 หุ้นคิดเป็น 0.25 %
นาง ลักษมณ์สุนีย์ หทัยวิทวัส ถือครอง 10,884,200 หุ้นคิดเป็น 0.25 %
สำหรับการเคลื่นไหวราคาหุ้น SCGP ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือนก.พ. 2569 ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 23.98% ซึ่งสูงกว่าการปรับตัวของภาพรวมดัชนีหุ้นไทยในช่วงเวลาเดียวกัน
ขณะที่บล.ทิสโก้ แนะนำ `ซื้อ` SCGP มูลค่าที่เหมาะสม 24.00 บาท เนื่องจากผลประกอบการในไตรมาส 4/68 เป็นไปตามที่คาดการณ์ ขณะที่แนวโน้มในไตรมาส 1/69 จะที่แข็งแกร่ง
โดย SCGP รายงานผลกำไรในไตรมาส 4/68 ที่ 1.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน และพลิกกลับจากขาดทุน 57 ล้านบาทใน ผลประกอบการเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ (TISCOe: 1.2 พันล้านบาท) แต่สูงกว่าที่ Bloomberg consensus คาดการณ์ไว้ 5% แม้ว่าการปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน ของกำไรสุทธิจะมาจากกำไรที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักจำนวน 1.1 พันล้านบาท จาก negative goodwill ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการ MYPAK ในอินโดนีเซีย แต่การปรับดีขึ้นจากปีก่อนส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุนกระดาษรีไซเคิลที่ลดลง
ทั้งนี้ SCGP ยังบันทึกค่าใช้จ่ายครั้งเดียว 183 ล้านบาทจากการปรับโครงสร้างบริษัท 94 ล้านบาทจากการจัดโครงสร้างพลังงานใหม่ที่ Fajar และ 385 ล้านบาทจากการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี หากไม่รวมรายการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก กำไรหลักอยู่ที่ 822 ล้านบาท ลดลง 18% จากไตรมาสก่อน แต่ยังเพิ่มขึ้น 2.3 เท่าจากปีก่อน กำไรทั้งปี 68 อยู่ที่ 4.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน
การดำเนินงานเผชิญกับอุปสรรคหลายด้าน
ในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain), EBITDA, (ไม่รวมกำไรจาก negative goodwill และรายการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักอื่น ๆ) ลดลง 9% จากไตรมาสก่อน แม้ว่าประโยชน์จากต้นทุนกระดาษรีไซเคิลอ้างอิงในภูมิภาคที่ลดลงจะยังไม่ปรากฏเต็มที่ แต่ธุรกิจเผชิญปัจจัยลบหลายด้าน เช่น ต้นทุนถ่านหินที่สูงขึ้น และเงินบาทที่แข็งค่า อย่างไรก็ดี ปริมาณขายของธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน ในอินโดนีเซีย EBITDA หลักพลิกกลับไปเป็นขาดทุนเล็กน้อย แม้ว่าปริมาณขายของ Fajar จะเติบโตแรง 16% จากไตรมาสก่อน แต่ราคากระดาษบรรจุภัณฑ์ลดลงเล็กน้อย 2% จากไตรมาสก่อน
ขณะที่ EBITDA ของธุรกิจเยื่อและกระดาษลดลง 23% จากไตรมาสก่อน และ 40% จากปีก่อน เนื่องจากธุรกิจนี้ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากราคาเยื่อกระดาษและเยื่อละลายที่ลดลง ต้นทุนไม้ซุงที่สูงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
ผลประกอบการในไตรมาส 1/69 แข็งแกร่งแม้จะมีปัจจัยตามฤดูกาล
แม้ไตรมาส 1/69 โดยปกติจะเป็นไตรมาสที่อ่อนแอ (จากตรุษจีน เทศกาล Tet ในเวียดนาม และ Hari Raya ในอินโดนีเซีย) รวมถึงการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานพัลพ์ตามแผนในปีนี้ แต่เรายังคาดว่ากำไรไตรมาส 1/69 จะทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดย SCGP ควรเริ่มรับรู้ประโยชน์จากต้นทุนกระดาษรีไซเคิลที่ลดลงใน
นอกจากนี้ ต้นทุนก๊าซที่ลดลงที่ Fajar ในอินโดนีเซีย หลังการปรับโครงสร้างสัญญาเสร็จสิ้นในไตรมาส 4/68 ควรเริ่มส่งผลในไตรมาสนี้ ราคาขายที่ Fajar ก็เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนธันวาคม และโมเมนตัมยังต่อเนื่องเข้าสู่ไตรมาส 1/69
การปรับประมาณการกำไรและมูลค่าที่เหมาะสม
เมื่อพิจารณากำไรปีงบประมาณ 68 แล้ว เราได้ปรับประมาณการกำไรปี 69 ขึ้นเล็กน้อย 1% นอกจากนี้ เรายังได้นำเสนอประมาณการกำไรปี 71 ด้วย ราคาเป้าหมายของเราปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 24 บาท (จาก 23.00 บาท) โดยอิงจากอัตราส่วน EV/EBITDA ปี 69 ที่ 9.5 เท่า เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" สำหรับ SCGP โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 24.00 บาท