Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 23-02-2569 (ปิดเกมภาษีทรัมป์...หุ้นกลุ่มไหนได้ประโยชน์)


23 กุมภาพันธ์ 2569
Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 23-02-2569 (ปิดเกมภาษีทรัมป์...หุ้นกลุ่มไหนได้ประโยชน์)

Gossip Station ปิดเกมภาษีทรัมป์ 1-1_0.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) มีมติ 6 ต่อ 3 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ฟันธงว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจเก็บภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาลผ่านกฎหมาย IEEPA ได้ตามใจชอบ พร้อมระบุชัดเจนว่า “อำนาจจัดเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส” ไม่ใช่ของผู้นำทำเนียบขาวฝ่ายเดียว 

งานนี้เท่ากับเป็นการปลดล็อกกำแพงภาษีที่เคยกดคอผู้ส่งออกไทยมานานนับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศอัตราภาษีที่เก็บกับทุนประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะสินค้าที่โดนเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งกำหนดให้สินค้าจากประเทศไทยต้องถูกเก็บภาษีในอัตรา 19% 

ภาพใหญ่ที่เจ๊จิ๋มมองเห็นคือความไม่แน่นอนทางภาษีที่เคยเป็นตัวถ่วงคำสั่งซื้อ กำลังถูกยกออกไปบางส่วน ต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานมีโอกาสลดลง และที่สำคัญคือสินค้าไทยกลับมาแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แน่นอนว่ากลุ่มหุ้นที่พึ่งพารายได้จากอเมริกาย่อมได้อานิสงส์ก่อนใคร ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย... 

กลุ่มแรกกคือกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, HANA และ KCE ซึ่งอ่อนไหวต่อกำแพงภาษีมากที่สุด แค่ความเสี่ยงลดลง มาร์จิ้นก็พร้อมจะฟื้น เพราะสินค้ากลุ่มนี้เป็นของมูลค่าเพิ่มสูง ลูกค้าระดับโลกทั้งนั้น ถ้าคำสั่งซื้อที่เคยชะลอกลับมาเมื่อไร ตัวเลขรายได้ก็พร้อมกระโดดทันที

กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, HANA และ KCE ซึ่งอ่อนไหวต่อกำแพงภาษีมากที่สุด มีโอกาสเห็นมาร์จิ้นฟื้นตัวทันทีที่ความเสี่ยงลดลง เพราะสินค้าของกลุ่มนี้เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง มีฐานลูกค้าระดับโลก หากคำสั่งซื้อที่เคยชะลอกลับมา รายได้ก็พร้อมกระโดดตามวัฏจักรอุตสาหกรรมโลกที่เริ่มฟื้น

ด้านกลุ่มยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางอย่าง STA และ NER ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นตลาดหลัก ย่อมได้อานิสงส์โดยตรงจากการยกเลิกเพดานภาษีเดิม เพราะต้นทุนที่ลดลงหมายถึงมาร์จิ้นที่ดีขึ้นทันที ยิ่งหากราคายางโลกทรงตัวในระดับสูง กำไรสุทธิก็มีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์ ขณะที่กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งเคยได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสงครามการค้า ก็อาจทยอยฟื้นตามการผลิตรถยนต์โลกที่เริ่มกระเตื้อง

ขณะที่กลุ่มอาหารและเกษตรอย่าง TU และ CPF ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตา เพราะสินค้าในกลุ่มนี้มีความต้องการยืดหยุ่นต่ำ ต่อให้มีภาษีบางส่วน ผู้บริโภคก็ยังต้องบริโภค เมื่อแรงกดดันด้านภาษีลดลง ต้นทุนฝั่งนำเข้าของสหรัฐฯ ก็เบาลง โอกาสรักษาส่วนแบ่งตลาดและขยายยอดขายจึงเปิดกว้าง หุ้นกลุ่มนี้จึงไม่ใช่แค่หุ้นป้องกันความเสี่ยง แต่มีอัพไซด์จากปัจจัยภายนอกเสริมเข้ามา

อีกมุมที่ไม่ควรมองข้ามคือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA เพราะทุกครั้งที่การเมืองการค้าสหรัฐฯ ผันผวน บริษัทข้ามชาติมักเร่งกระจายความเสี่ยงด้านฐานการผลิต ปรากฏการณ์ Trade Diversion ในอดีตเคยทำให้ไทยได้รับอานิสงส์ไม่น้อย รอบนี้แม้จะยังไม่ใช่การปะทะเต็มรูปแบบ แต่ความไม่แน่นอนก็เพียงพอจะผลักดันการตัดสินใจลงทุนระยะยาวได้

อย่างไรก็ตาม...ถ้าจะให้พูดตรงๆ ดูไปแล้ว นายโดนัล ทรัมป์ ก็คงไม่ต่างไปจากพรรคการเมืองบางพรรคของไทย เพราะแม้จะดูเหมือนพ่ายแพ้ในเกมอำนาจการบริหารผ่านการเรียกเก็บภาษีแต่ก็พยายามแก้เกี้ยวด้วยการหาเกมอื่นมาเล่นเพื่อปกปิดความอาย 

ทั้งนี้เพราะแทบจะทันทีที่ศาลสูงสุดมีคำตัดสิน ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ก็ได้ประกาศใช้มาตรา 122 ภายใต้ Trade Act ปี 1974 ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษี 10% ทั่วโลกชั่วคราวเป็นเวลา 150 วัน 

ส่งผลให้พายุลูกเดิมที่กำลังจะสลายกลายเป็นมีเมฆก้อนใหม่ลอยมาแทน 

อย่างไรก็ตาม ภาษี 10% ที่ว่าก็เป็นแบบชั่วคราวซึ่งยังจะต้องผ่านกระบวนการและข้อจำกัดทางกฎหมายที่ยุ่งยากกว่าเดิม ไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนการใช้อำนาจฉุกเฉินผ่าน IEEPA ดังนั้นในเชิงจิตวิทยาตลาด เจ๊มองว่าน้ำหนักเชิงบวกยังมากกว่าเชิงลบ เพราะนักลงทุนอย่างน้อยก็เห็นแล้วว่ามี “เบรก” ทางกฎหมายคอยคานอำนาจฝ่ายบริหารอยู่

เอาเป็นว่า “สงครามการค้า” ที่ส่งผ่านออกมาทางการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่ใช้ในการร้องขอแกมบีบบังคับให้ประเทศอื่น ทั้งที่เป็น คู่แข่ง คู่ค้า รวมไปถึงพันธมิตร ไม่ว่าจะใกล้ชิดหรือไม่ก็ตาม ต้องทำในสิ่งที่ทรัมป์เรียกร้องยังไม่หายไปไหน เพียงแต่ความรุนแรงถูกจำกัดด้วยกลไกถ่วงดุลทางกฎหมาย และอาจอยู่ต่อไปอีกนานผ่านวิธีการอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม...เจ๊จิ๋มเชื่อว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ น่าจะทำให้ตลาดหุ้นทั่วดลกรวมไปถึงตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์กันแล้ว 

โดยเฉพาะหุ้นที่มีรายได้อิงสหรัฐฯ รอบนี้มีโอกาสสูงที่จะเป็นหุ้นกลุ่มนำตลาดในรอบฟื้นตัวรอบนี้ และหากสถานการณ์ไม่บานปลายเกินคาด ดัชนีไทยอาจได้แรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้าหาหุ้นส่งออกคุณภาพดี 

เจ๊จิ๋มบอกเลยว่า…รอบนี้ใครอ่านเกมออกก่อน ได้เปรียบกว่าอยู่แล้วเจ้าค่ะ