ตลาดหุ้นไทย “วิกฤติศรัทธา” เวลาเทรดยาว วอลุ่มหด ต่างชาติขายไม่หยุด บททดสอบโครงสร้างกำกับดูแลและความเชื่อมั่น
Mr.Data
ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างพร้อมกันหลายด้าน ทั้งสภาพคล่องที่ลดลงต่อเนื่อง การปรับเวลาเทรดที่ไม่ตอบโจทย์ต้นทุน และประเด็นความเข้มงวดของกติกา Short Sell ขณะเดียวกันเงินทุนต่างชาติขายสุทธิ 3 ปีติดต่อกัน สะท้อนคำถามสำคัญว่า ปัญหาแท้จริงอยู่ที่ “เวลา” หรืออยู่ที่ “ความเชื่อมั่น”
วอลุ่มหดต่อเนื่อง 3 ปี
ข้อมูลมูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นไทย (SET+mai) ย้อนหลังสะท้อนภาพชัดเจนว่า สภาพคล่องกำลังหดตัว ปี 2566 มูลค่าซื้อขายรวมราว 12.4 ล้านล้านบาท ค่าเฉลี่ยต่อวันประมาณ 5.1 หมื่นล้านบาท ปี 2567 ค่าเฉลี่ยต่อวันลดลงเหลือราว 46,551 ล้านบาท และในปี 2568 ค่าเฉลี่ยต่อวันลดลงอีกเหลือประมาณ 41,405 ล้านบาท ลดลงราว 22.7% จากปี 2567
แม้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขยายเวลาเทรดภาคบ่ายเป็น 14.00–16.30 น. เพื่อเพิ่มโอกาสการซื้อขาย แต่ตัวเลขวอลุ่มไม่ได้ตอบสนองในเชิงบวก กลับสะท้อนว่าการเพิ่ม “ชั่วโมงทำการ” ไม่ได้สร้าง “แรงซื้อจริง” เข้าระบบ
ในทางปฏิบัติ โบรกเกอร์ต้องแบกรับต้นทุนบุคลากรและระบบสูงขึ้น ขณะที่รายได้จากคอมมิชชันไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วน จึงเกิดข้อเสนอให้ เลื่อนเวลาเปิดภาคบ่ายกลับไป 14.30 น. ซึ่งสะท้อนการยอมรับโดยนัยว่า มาตรการก่อนหน้าอาจไม่ตรงจุด
ต่างชาติขายสุทธิ 3 ปีติด
อีกตัวแปรสำคัญคือกระแสเงินทุนต่างชาติ ปี 2566 ขายสุทธิ 192,083 ล้านบาท ปี 2567 ขายสุทธิ 146,906 ล้านบาท และในปี 2568 ขายสุทธิ 107,096 ล้านบาท
แม้ปริมาณการขายสุทธิในปีล่าสุดจะลดลง แต่ภาพรวมยังเป็น Net Sell ต่อเนื่อง 3 ปี ซึ่งส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อตลาดอย่างชัดเจน
ในบริบทที่วอลุ่มหดตัว การไหลออกของเงินทุนต่างชาติยิ่งขยายแรงเหวี่ยงของดัชนี และทำให้หุ้นขนาดใหญ่ซึ่งพึ่งพา Fund Flow มีความผันผวนมากกว่าปกติ
ปัญหา Short Sell และบทเรียนจากคดีอื้อฉาว
ประเด็น Short Sell กลายเป็นอีกหนึ่งแรงสั่นสะเทือนความเชื่อมั่น โดยเฉพาะข้อกังวลเรื่องการขายชอร์ตโดยไม่มีหุ้นให้ยืมจริง หรือ “short ลม” ซึ่งสร้างแรงกดดันด้านราคาในช่วงตลาดเปราะบาง
ก.ล.ต. จึงเดินหน้าปรับเกณฑ์ให้เข้มขึ้น กำหนดให้ผู้ส่งคำสั่งขายชอร์ตต้องมีการยืนยันการยืมหุ้นหรือ locate หุ้นล่วงหน้า และให้โบรกเกอร์เก็บหลักฐานตรวจสอบได้ การยกระดับมาตรฐานนี้มีเป้าหมาย เพื่อลดพฤติกรรมเก็งกำไรที่บิดเบือนกลไกราคา เพิ่มความโปร่งใส
สร้างวินัยการใช้เครื่องมือ Short Sell
ขณะเดียวกัน ตลาดยังเผชิญบาดแผลจากกรณี STARK, MORE, JKN ซึ่งสะท้อนช่องโหว่ด้านธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล และการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้า ความเสียหายจากคดีเหล่านี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ถือหุ้นรายบริษัท แต่กระทบภาพลักษณ์ตลาดทุนโดยรวม
เมื่อความเชื่อมั่นถูกบั่นทอน นักลงทุนรายย่อยชะลอการลงทุน สถาบันเพิ่มความระมัดระวัง และต่างชาติเลือกจัดพอร์ตไปตลาดที่มีเสถียรภาพสูงกว่า
เปิดปมปัญหาแท้จริง
ภาพรวมทั้งหมดชี้ว่า ปัญหาของตลาดหุ้นไทยไม่ใช่เรื่อง “ชั่วโมงซื้อขาย” หากแต่เป็นเรื่องโครงสร้างสภาพคล่อง คุณภาพบริษัทจดทะเบียน ประสิทธิภาพการกำกับดูแล ความเชื่อมั่นต่อกลไกตลาด การแก้ไขจึงต้องเป็นแพ็กเกจเชิงระบบ ไม่ใช่มาตรการเฉพาะจุด
ทางออกของปัญหาหน่วยงานกำกับดูแลควรมีการจัดทำระบบตรวจสอบ Short Sell แบบศูนย์กลาง ให้ทุกโบรกใช้มาตรฐานเดียวกัน ลดช่องว่างระหว่างราย ยกระดับธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียน เพิ่มบทลงโทษกรณีบิดเบือนงบการเงินและเร่งกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย สร้างแรงจูงใจดึงสภาพคล่องระยะยาว เช่น ส่งเสริมกองทุนในประเทศ สนับสนุนผู้ลงทุนระยะยาว และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แข่งขันกับภูมิภาคได้ ฟื้นความเชื่อมั่นผ่านความโปร่งใสเชิงรุกการสื่อสารเชิงนโยบายที่ชัดเจนและสม่ำเสมอสำคัญกว่าการแก้ไขแบบเฉพาะหน้า
...ตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การขยายเวลาเทรดพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่คำตอบของสภาพคล่องที่หดตัว ขณะที่เงินทุนต่างชาติยังไม่กลับทิศ และความเชื่อมั่นยังถูกท้าทายจากประเด็นธรรมาภิบาล
โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่ “จะเปิดกี่โมง” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้ตลาดกลับมาน่าเชื่อถือและแข่งขันได้ในสายตาโลก” เมื่อความโปร่งใสเข้มแข็ง กลไกตลาดเป็นธรรม และวินัยกำกับดูแลชัดเจน สภาพคล่องและเงินทุนจะเป็นผลลัพธ์ที่ตามมาเอง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไล่ตามด้วยการเพิ่มเวลาเทรด%20copy.jpg)