Smart Investment

โรงไฟฟ้าต่ำบุ๊กโผล่ยกแผง 13 บริษัท ตลาดยังไม่ให้ราคา แต่ธีมพลังงาน–Data Center อาจปลุกหุ้นหลับ


08 กุมภาพันธ์ 2569

Mr.Data

โรงไฟฟ้าต่ำบุ๊ก_info-ปก.jpg

ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความผันผวนและนักลงทุนเลือกถือเงินสดมากกว่าความเสี่ยง หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ากลับกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ราคาปรับฐานลงมาอย่างยาวนาน จนทำให้หลายบริษัทซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลล่าสุดพบว่า มีหุ้นโรงไฟฟ้ามากถึง 13 บริษัทที่มีราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำกว่า 1 เท่า สะท้อนว่าตลาดยังไม่ให้คุณค่ากับการฟื้นตัวของกลุ่มดังกล่าวอย่างเต็มที่

จากการรวบรวมข้อมูลราคาปิดหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ยังคงซื้อขายในระดับต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี นำโดย EGCO ปิดที่ 119.00 บาท P/BV 0.62 เท่า, RATCH ปิดที่ 31.00 บาท P/BV 0.71 เท่า และ GPSC ปิดที่ 36.75 บาท P/BV 0.95 เท่า

ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดกลาง ได้แก่ BCPG ปิดที่ 7.60 บาท P/BV 0.78 เท่า, EA ปิดที่ 2.74 บาท P/BV 0.53 เท่า, BANPU ปิดที่ 5.30 บาท P/BV 0.48 เท่า และ CKP ปิดที่ 2.30 บาท P/BV 0.62 เท่า

ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมีหลายบริษัทที่ราคาต่ำบุ๊กอย่างมาก อาทิ ACE ปิดที่ 1.29 บาท P/BV 0.78 เท่า,  ETC ปิดที่ 0.54 บาท P/BV 0.35 เท่า, SUPER ปิดที่ 0.10 บาท P/BV 0.15 เท่า, TPIPP ปิดที่ 1.83 บาท P/BV 0.43 เท่า, TSE ปิดที่ 0.40 บาท P/BV 0.27 เท่า และ EP ปิดที่ 1.28 บาท P/BV 0.38 เท่า

ราคาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีในวงกว้างเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวอยู่ในภาวะ “ถูก” โดยอัตโนมัติ แต่สะท้อนถึงความกังวลของตลาดต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะสั้น ภาระหนี้ และความไม่แน่นอนด้านนโยบายพลังงาน อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปเริ่มมีปัจจัยบวกที่อาจช่วยปลุกความสนใจของนักลงทุนกลับคืนมา

เปิดปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มโรงไฟ้า

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือเทรนด์การขยายตัวของ Data Center และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต้องการความเสถียรสูง ทำให้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ กลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนอีกครั้ง ประกอบกับนโยบายพลังงานสะอาดของภาครัฐและภาคเอกชนที่ยังเดินหน้าต่อ ทั้งโครงการพลังงานหมุนเวียน โซลาร์รูฟท็อป และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเอกชน (Private PPA) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีโครงการพร้อมจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) ได้เปรียบเชิงโครงสร้าง

นอกจากนี้ ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เริ่มผ่อนคลาย โดยเฉพาะราคาก๊าซ LNG หากสามารถทรงตัวในระดับต่ำ จะช่วยหนุนอัตรากำไรของโรงไฟฟ้ากลุ่ม SPP อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดอาจเริ่มกลับมาให้คุณค่าในช่วงถัดไป

ค่าไฟลด กดดันระยะสั้น

ด้าน บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าเรียกเก็บงวดเดือนมกราคม–เมษายน 2569 ลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จากงวดก่อนหน้าที่ 3.94 บาทต่อหน่วย โดยค่า Ft ปรับลดลงมาอยู่ที่ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย

ฝ่ายวิจัยมองว่าประเด็นดังกล่าวเป็น sentiment เชิงลบระยะสั้น ต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SPP เช่น BGRIM และ GPSC เนื่องจากอัตราค่าไฟที่ลดลง รวมถึงโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ที่อาจทำให้ต้นทุนสูงกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้กำไรไตรมาส 1/69 มีแนวโน้มอ่อนตัว

ขณะที่กลุ่มพลังงานทดแทนบางส่วนที่อิงสูตรค่าไฟกับ Ft เช่น TPIPP, GUNKUL, BCPG และ SSP อาจเผชิญแรงกดดันต่อรายได้และอัตรากำไรในระยะสั้นเช่นกัน

มุมมองระยะยาวยังต้อง “คัดเลือก”

แม้ระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดัน แต่ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ฝ่ายวิจัยคาดว่าราคาก๊าซ LNG เฉลี่ยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งจะช่วยประคองอัตรากำไรของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าในระยะถัดไป

...หุ้นโรงไฟฟ้าที่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีในปัจจุบัน สะท้อนว่าตลาดยังไม่ให้ราคาแก่การฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ระยะนี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มองการสะสมเชิงกลยุทธ์ เลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีโครงการใหม่รอรับรู้รายได้ และได้รับอานิสงส์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง ในอุตสาหกรรมที่อาจกลับมาอยู่ในสปอตไลต์ของตลาดอีกครั้งในระยะถัดไป

โรงไฟฟ้าต่ำบุ๊ก_info.jpg