สรุปงบปี 68 กลุ่ม “เจมาร์ท” JMART กระอัก! ขาดทุน 162 ลบ. JMT กำไรดิ่ง ฟาก J บุ๊กด้อยค่า SINGER พลิกกำไร

บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ระบุว่าบริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับปี 25668 เท่ากับ 94.7 ล้านบาทลดลง 1,871.1 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 95.2 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือจะเติบโตและมีกำไรเพิ่มขึ้น แต่มีรายการขาดทุนทางบัญชีที่ไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด จากธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพจัดเก็บกระแสเงินสดได้ลดลง ส่งผลให้เกิดการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิด (ECL) เพิ่มขึ้น เพื่อสำรองความเสี่ยงในอนาคต
ประกอบกับการขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 569.3 ล้านบาท รวมถึงขาดทุนจากการด้อยค่าของ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ 114.1 ล้านบาท อีกทั้งมีผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากสินทรัพย์ทางการเงินจำนวน 104.2 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการวัดมูลค่ายุติธรรมตามราคาดลาด (Mark to Market) ของเงินลงทุน ณ วันสิ้นงวด
ดังนั้นจึงส่งผลให้ บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น สำหรับปี 2568 เท่ากับ 161.8 ล้านบาท กำไรลดลง 1,302.6 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 114.2 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมีสาเหตุเดียวกันกับรายการกำไรสุทธิสำหรับงวด
ทั้งนี้ สำหรับปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น Suki Teenoi ร้อยละ 30 เท่ากับ 258 ล้านบาท (ก่อนหักการปันส่วนราคาซื้อหรือ Purchase Price Allocation) ทั้งนี้ บริษัทเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ดีกับสุกี้ ตี๋น้อย ในด้านต่างๆ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจไปด้วยกันในอนาคต
สำหรับผลการดำเนินการของบริษัทฯ และบริษัทย่อย งบการเงินรวมประจำปี 2568 บริษัทฯ มีผลขาดทุนสทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 162 ล้านบาท แม้ว่าธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทฯ จะยังคงสามารถสร้างผลกำไรจากการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
แต่อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการรวมของกลุ่มได้รับผลกระทบจาก รายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินสด (non-cash item) โดยเฉพาะ การปรับมูลค่ายุติธรรมของอลังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Propery: IP) ซึ่งเข้ามามีบทบาทต่อภาพรวมงบการเงินในในปัจจุบัน
ขณะที่ ธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทฯ ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสามารถสร้างผลกำไรได้ดีจากความต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ในส่วนของธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่กำลังซื้อในบางกลุ่มยังเผชิญแรงกดดัน ส่งผลให้จังหวะการจัดเก็บกระแสเงินสดชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อน บริษัทจึงดำเนินการตั้งคำเมื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) เพิ่มเติม เพื่อรองรับความเสี่ยงอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักความระมัดระวังทางบัญชี
JMT กำไรลดลงเหตุจัดเก็บหนี้หด
บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT รายงานว่าบริษัทฯ มีรายได้รวมปี 2568 เท่ากับ 4,801.7 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 676.3 เป็นผลสืบเนื่องจากการจัดเก็บหนี้ด้อยคุณภาพที่ลดลง ทั้งนี้ รายได้จากธุรกิจในการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพคิดเป็นสัดส่วนหลักของรายได้รวมทั้งหมดประมาณร้อยละ 89 ของรายได้รวม
โดยในปี 2568 บริษัทสามารถจัดเก็บกระแสเงินลดได้เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/2568 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 โดยบริษัทฯ มียอดกระแสเงินสดจากจัดเก็บหนี้ (Cash Collection) กรณีรวมกระแสเงินสดที่จัดเก็บจาก บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (เจเค") ในไตรมาส 4/2568 เท่ากับ 2,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 3/2568 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทมียอดกระแสเงินสดจากจัดเก็บหนี้ เท่ากับ 8,407 ล้านบาท โดยแยกเป็นส่วนของบริษัท 5,090 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเป็นส่วนของบริษัทร่วมทุน เจเค เท่ากับ 3,317 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ในไตรมาสที่ 4/2568 ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครติด (Expected Credit Loss: ECL) 181.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด (Non-Cash Item) ลดลงจากไตรมาส 3/2568 ที่ผ่านมา เนื่องจากการบริหารกระแสเงินสดจัดเก็บที่ดีขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าหมายจะลด ECL ให้ลดลงในปี 2569 นี้ ในแต่ละไตรมาส
ขณะเดียวกันในปี 2568 บริษัทมีการลงทุนในหนี้ด้อยคุณภาพ 426 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในหนี้ด้อยคุณภาพแบบไม่มีหลักประกันเกือบทั้งหมด
SINGER พลิกมีกำไรกว่า 105 ล้านบาท
ด้านบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER เปิดเผยว่า ปี2568 กลุ่มบริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิของบริษัทใหญ่ จำนวนวน 105 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 148 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 344.2 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
โดยปี 2568 รายได้จากการขาย 589 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 22.7 เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว การเพิ่มขึ้นเกิดจากการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทได้มีแพลทฟอร์ม Appication SG Finance+ เพื่อให้พนักงานขาย และดีลเลอร์ของซิงเกอร์ สามารถชายโทรศัพท์เคลื่อนที่และ เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ลดระยะเวลาในการอนุมัติสินเชื่อ และมีช่องทางการขายมากขึ้นจากทั้งออนไลน์และแผนการปรับปรุงและขยายสาชาชางต่อเนื่อง
ทั้งนี้ธุรกิจ Locked Phone ของบริษัทย่อยมีการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญในปี 2568 โดยปล่อยสินเชื่อไปทั้งสิ้น 9,310 ล้านบาท จาก 3,243 ล้านบาท ในปี 2567 คิดเป็นจำนวนสัญญาเช่าชื่อใหม่ที่เกิดขึ้น 790,622 สัญญา และคาดว่าจะเติบโตขึ้นในปีถัดฯไป
บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J รายงานว่า ในปี 2568 บริษัทฯ มีผลขาดทนสุทธิจำนวน 785 ล้านบาท กำไรลดลงจำนวน 950.6 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 574 จากปีก่อน มีสาเหตุหลักจากการรับรู้ผลขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนจำนวน 550.5 ล้านบาท ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่กำหนดให้บริษัทฯ ซึ่งเลือกใช้รูปแบบการวัดมูลค่ายุติธรรม (Fair Value Model) ต้องประเมินมูลค่าสินทรัพย์ ณ วันสินงวดและรับรู้ผลต่างในงบกำไรชาดทุนทันที
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยคำของสินทรัพย์อีกจำนวน 116.4 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานในงวดดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม รายการขาดทุนทั้งสองส่วนถือเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด (Non-cash items) ของบริษัท
การปรับลดมูลค่ายุติธรรมในงวดนี้ สะท้อนถึง สมมติฐานทางเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของสินทรัพย์ที่อ่อนตัวลง โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทนประเภทศูนย์การค้าชุมชน (Community Mal) ซึ่งยังมีอัตราการใช้พื้นที่เช่า อัตราค่าเช่า และกระแสเงินลดจากการดำเนินงานต่ำกว่าประมาณการเดิม ส่งผลให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต (Discounted Cash Flow) ปรับลดลงตามหลักการประเมินมูลค่ายุติธรรม
ในส่วนของ มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 เรื่องสัญญาเช่า (TFRS 16) แม้มิได้กำหนดการวัดมูลค่า ยุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนโดยตรง แต่มีผลกระทบทางอ้อมต่อการประเมินมูลค่า เนื่องจากสัญญาเช่าที่เกี่ยวซ้องกับทรัพย์สินดังกล่าวต้องรับรู้เป็น สินทรัพย์สิทธิการใช้ (Right-of-Use Asset) และ หนี้สินตามสัญญาเช่า (Lease Liability) ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุน กระแสเงินสด และอัตราผลตอบแทนของโครงการ และถูกนำไปไปใช้เป็นข้อมูลประกอบในการประเมินมูลค่ายุติธรรมตามหลักของ การวัดมูลค่ายุติธรรม (Fair Value Measurement)
ทั้งนี้ การขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมดังกล่าวเป็น รายการทางบัญชีที่ไม่ใช่รายการเงินสด (Non-cash item) และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม บริษัทจะติดตามและทบทวนแผนการบริหารสินทรัพย์ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการปรับกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ขอของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานและมูลค่าสินทรัพย์ในระยะถัดไป