รายงานพิเศษ : HL เร่งขยายสาขาใหม่ 14 สาขา เน้นสถานีบริการน้ำมัน จอดรถสะดวก หนุนปี 69 ผลงานโต 15-20%

บมจ.เฮลท์ลีด (HL) เปิดกลยุทธ์ปี 69 กลับมาเร่งขยายสาขาใหม่ 14 สาขา เน้นทำเลในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และนนทบุรีที่มีศักยภาพสูง มุ่งขยายสาขาในสถานีบริการน้ำมัน สะดวกด้านที่จอดรถ หนุนรายได้ปีนี้โต 15-20%
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่า บมจ.เฮลท์ลีด (HL) ที่ทำธุรกิจร้านค้าปลีกจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ และสินค้าสุขภาพรวมกว่า 10,000 รายการ รวมถึงมีการคิดค้นและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสุขภาพและสมุนไพรภายใต้แบรนด์ของตนเอง อาทิ แบรนด์ Q (Q Brand / Q Herbal) แบรนด์ PRIME แบรนด์ Besuto และแบรนด์ BOMSKIN โดยคาดกำไรไตรมาส 4/68 เติบโต จากไตรมาสก่อน และราคาหุ้นซื้อขายที่ PE Ratio ต่ำสุดในรอบ 3 ปี
โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 68 บริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 69 สาขา แบ่งเป็นแบรนด์ Pharmax 36 สาขา iCare 30 สาขา และ Super Drug 3 สาขา และสัดส่วนรายได้งวด 9 เดือนปี 68 ของ HL มาจากกลุ่มยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กลุ่มสินค้าสุขภาพสำหรับภายนอกร่างกาย กลุ่มอุปกรณ์การแพทย์และของใช้ในบ้าน และกลุ่มสินค้าบริโภค ที่ 70.0%, 12.3%, 12.2% และ 5.5% ตามลำดับ
ด้านผลประกอบการไตรมาส 3/68 อยู่ที่ 12.8 ล้านบาท หดตัว 23.9%จากปีก่อน และหดตัว 24.0%จากไตรมาสก่อน แม้ว่ารายได้จะเติบโต 8.7%จากปีก่อน สู่ 556.7 ล้านบาท เติบโต 8.7%จากปีก่อน แต่หดตัว 0.1%จากไตรมาสก่อน โดยกลุ่มสินค้ากลุ่มยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยังเติบโต 10.4%YoY และกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับใช้ภายนอก 14.0% จากปีก่อน อย่างไรก็ตามผลประกอบการถูกกดดันจาก
1) อัตรากำไรขั้นต้นลดลงราว 0.8% จากไตรมาสก่อน เหลือ 23.5% เนื่องจากยอดขายกลุ่มอุปกรณ์การแพทย์และของใช้ในบ้านลดลง เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย
และ 2) ต้นทุนการจัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น 17.1%จากปีก่อน สู่ 98.3 ลบ. จากการขยายสาขาใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ บริษัทเปิดสาขาใหม่ 2 แห่งในไตรมาสที่ผ่านมา ส่งผลให้มีสาขารวม ณ สิ้นเดือนกันยายน 68 ที่ 69 สาขา และบริษัทรายงานกำไรงวด9 เดือนปี 68 ที่ 50.0 ลบ. +6%จากปีก่อน
ส่วนแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/68 คาดว่าจะฟื้นตัวและผลักดันให้รายได้รวมทั้งปี 68 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 15% (รายได้งวด 9 เดือนปี 68 อยู่ที่ 1.63 พันลบ. เติบโต 14.7%จากปีก่อน) โดยมีแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เติบโตแกร่ง รวมถึงการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากผลิตภัณฑ์ใหม่แบรนด์ตนเอง (Q Brand) ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น
และสำหรับแนวโน้มธุรกิจของ HL ในปี 69 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ที่ 15-20% โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการกลับมาเร่งขยายสาขาใหม่จำนวน 14 สาขาตามแผนเดิมที่เลื่อนมาจากปีก่อน ซึ่งจะเน้นทำเลในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และนนทบุรีที่มีศักยภาพสูง จากความหนาแน่นของประชากรและชาวต่างชาติ
นอกจากนี้ยังมุ่งขยายสาขาในสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากมีความสะดวกด้านที่จอดรถ ควบคู่กับอานิสงส์จากนโยบายรัฐที่ให้ผู้ป่วยนำใบสั่งยาจากโรงพยาบาลมาซื้อยาที่ร้าน Pharmax และ iCare ได้ ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ในปี 69 บริษัทวางงบลงทุนในการขยายสาขาไว้ประมาณ 60-70 ล้านบาท
ราคาหุ้นในปัจจุบันซื้อขายที่ PE Ratio เพียง 22.4 เท่าซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PE Ratio ย้อนหลัง 1 ปี 2 ปี และ 3 ปีที่ 23.7, 29.3 และ 33.8 เท่า ตามลำดับและต่ำกว่า PE Ratio ของอุตสาหกรรม mai-SERVICE ที่ 47.9 เท่า ขณะที่ราคาหุ้นในปัจจุบันซื้อขายที่ PBV Ratio เพียง 1.87 เท่าซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV Ratio ย้อนหลัง 1 ปี 2 ปี และ 3 ปีที่ 1.94, 2.36 และ 3.15 เท่า แต่ PBV Ratio ในปัจจุบันสูงกว่า PBV Ratio ของอุตสาหกรรม mai-SERVICE ที่ 1.37 เท่า