“ภูมิใจไทย” เข้าวิน! เปิดไพ่นโยบาย 1.4 แสนล้าน หุ้นกลุ่มไหนได้ผลประโยชน์

ถือว่ามีความชัดเจนแล้ว สำหรับการเลือกตั้งของไทย โดยพรรคภูมิใจไทย คว้าคะแนนอันดับ 1 ตามด้วยอันดับ 2 พรรคประชาชน และอันดับ 3 พรรคเพื่อไทย จับตา “นโยบายเด่น” รัฐบาลใหม่ จะผลักดันหุ้นกลุ่มไหน ได้รับผลประโยชน์?
ความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นโยบายเด่น “พรรคภูมิใจไทย” ว่าที่รัฐบาลใหม่ปี 69
1. ครม.มืออาชีพ เน้นการคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงกับภารกิจมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อการบริหารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ โดยชูชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญในกระทรวงสำคัญ
2. คนละครึ่ง พลัส (ระยะที่ 2) สานต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดรายจ่ายผู้ซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ขาย โดยรัฐช่วยจ่าย 50% วงเงินรวม 44,000 ล้านบาท คาดสร้างเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 80,000 ล้านบาท
3. ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท ลดภาระค่าครองชีพโดยตรงให้ประชาชน 22 ล้านครัวเรือน สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกจะจ่ายเพียงหน่วยละ 3 บาท ช่วยประหยัดเงินได้ประมาณ 15% ต่อเดือน
4. นโยบาย 10+ (Ten Plus): ครอบคลุมการสนับสนุน SMEs (ให้กู้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท), การลดภาระหนี้สิน, และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
5. Land Bridge (สะพานเศรษฐกิจ): โครงการเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์เรือธงที่จะดึงดูดการลงทุนมหาศาล
6. สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกราน: เสริมความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยการสร้างกำแพงและถนนลาดตระเวนระยะทาง 100 กิโลเมตรในปีแรก เพื่อป้องกันแรงงานเถื่อน ยาเสพติด และสินค้าผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยระบุชัดเจนว่านโยบายทั้งหมดใช้งบประมาณ 148,326 ล้านบาท โดยแหล่งเงินหลักมาจาก งบประมาณแผ่นดิน 145,126 ล้านบาท (97.84%) จากการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (PPP) 400 ล้านบาท และกองทุนหมุนเวียนและอื่น ๆ 2,800 ล้านบาท (รวมมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง)
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมองเป็นบวกต่อ SET Index โดยเฉพาะการเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ ช่วยหนุนรายได้ประชาชน รวมถึงการลงทุนของภาครัฐ โดยประเมินหุ้นที่มีโอกาส outperform มากสุด ได้แก่ CPAXT, STECON, OSP ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้ list หุ้นที่ได้ประโยชน์นโยบายรัฐบาลนายกฯอนุทิน ดังนี้
1. Commerce (CPAXT) ได้อานิสงส์จากการสานต่อโครงการคนละครึ่งพลัสเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อย งบประมาณ 4.4 หมื่นล้าน คาดกระตุ้นเงินหมุนเวียน 8 หมื่นล้านบาท โดย CPAXT มีสัดส่วนยอดขายกลุ่ม HoReCa ราว 50% ของยอดขายค้าส่ง และ TNP ร้านค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทางภาคเหนือมี 53 สาขา ซึ่งรับคนละครึ่งพลัส
2. FMCG (OSP, CBG, ICHI, SAPPE, SNNP, NEO) ได้อานิสงส์เชิงบวกจากโครงการคนละครึ่งพลัส ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
3. Construction Services (STECON, CK): ได้อานิสงส์จากแนวโน้มการผลักดันประมูลโครงการใหญ่ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดเดิม เช่น Landbridge มอเตอร์เวย์
4. Bank (KBANK, BBL, KTB, SCB): ได้ประโยชน์จากนโยบายแก้หนี้ ที่ส่วนใหญ่เป็นการสานต่อจากโครงการเดิม เช่น โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ หรือ “SME Credit Boost”, โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ /ตั้งกลไกบริหารหนี้เสียของรัฐ (AMC) ขณะที่โครงการพักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอก จะนำเงินจากการออกพันธบัตรมาใช้ทำให้แบงก์ได้ประโยชน์จำกัด
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่อาจเป็นลบ ได้แก่ กลุ่มไฟฟ้า (GULF, GPSC, BGRIM): นโยบาย "ลดค่าไฟเหลือ 3 บาท/หน่วย" กดดันค่า Ft อาจกระทบผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงไฟฟ้า
ยอดนิยม
“กรณ์” จี้ กลต.ระงับโอนเงิน! หลัง CAI เทขาย BCPG หนัก กลางข่าวฉาว! ฟอกเงินข้ามชาติ
BCPG เคลียร์ปมร้อน หลัง CAI โดนสอบปมเอี่ยวฟอกเงิน ย้ำแค่ผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนบริหาร
สัญญาณอันตราย! วิกฤตน้ำมัน ดันต้นทุน บจ. พุ่ง โบรกฯ หั่นเป้า SET ปีนี้เหลือ 1,440 จุด