โบรกฯ แนะรีบ “ขายทำกำไร” หนีเสี่ยงหลังเลือกตั้ง ถ้าผลไม่ดีต่อตลาด อาจเจอแรงขายต่างชาติ

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเริ่มเข้าสู่โหมด “ระวังตัว” ? เนื่องจากการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงอาจเป็นความเสี่ยงมีจะเกิดขึ้น นักวิเคราะห์ชี้นักลงทุนที่ยังคงถือครองหุ้นไทยในระดับสูง และมีกำไรแล้ว ใช้จังหวะนี้ก่อนการเลือกตั้งในการขายทำกำไรเพื่อป้องกันความเสี่ยง
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า แนะนำให้นักลงทุนที่ยังคงถือครองหุ้นไทยในระดับสูงและมีกำไรแล้วใช้จังหวะนี้ก่อนการเลือกตั้งในการขายทำกำไรเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ได้แก่กรณีที่การจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้ากว่าที่คิด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น
1.คะแนนที่ออกมาคู่คี่สูสีจนเกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่แข่งกัน 2. พรรคอันดับหนึ่งมีคะแนนทิ้งขาดแต่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ 3.หรือการรับรองผลการเลือกตั้งที่ล่าช้า เป็นต้น
หากเกิดขึ้นประเมินมีโอกาสที่ดัชนี SET จะเผชิญกับปรากฏการณ์ Sell on fact หลังการเลือกตั้งได้สูง โดยปัจจุบันฝ่ายวิจัยให้โอกาสดังกล่าวอยู่ที่ 50% ส่วนอีก 50% นั้น มองผลการเลือกตั้งออกมาในกรณีฐาน กล่าวคือ เป็นรัฐบาลพรรคร่วมระหว่าง 2 พรรคใหญ่ โดยที่มีเสียงในสภาอยู่ที่ประมาณ 270-300 ที่นั่ง หากออกมาในกรณีนี้ ประเมินดัชนี SET ก็มีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้ แต่อย่างดีที่สุดก็คือการขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้านดัชนีของเดือนนี้และเป็นบริเวณดัชนีที่เหมาะสมตามวิธี PE Model นั่นก็คือ 1,380-1,390 จุด
ทั้งนี้หากผลการเลือกตั้งออกมาในกรณีที่ไม่เป็นคุณต่อตลาดหุ้นตามที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งที่ต้องระวังคือแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่อาจปรากฏขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยหากอ้างอิงจากการเลือกครั้งหลังสุด (ปี 2566) ที่มีความคู่คี่สูสี พบว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยถึง 3 หมื่นล้านบาทในช่วง 1 เดือนหลังจากการเลือกตั้ง ส่งผลให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าถึง 2.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน
โดยทำให้ในรอบที่แล้ว Sector ที่มีการปรับตัวขึ้นดีที่สุดหลังการเลือกตั้ง 1 เดือนได้แก่กลุ่มส่งออกอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ว่าในรอบนี้ ประเมินแม้บาทอาจอ่อนค่า แต่ด้วย Sentiment ของหุ้นกลุ่มเทคฯทั่วโลกที่ไม่ดีนัก อาจทำให้แรงขับเคลื่อนของกลุ่มนี้เป็นสิ่งที่ยังคาดหวังได้ยาก
แต่ในทางกลับกันกลุ่มที่จะเผชิญความเสี่ยงมากที่สุดหากเกิดปรากฏการณ์ Sell on fact หลังการเลือกตั้งจริงมองไปยังกลุ่มค้าปลีก (Commerce) ซึ่งในรอบที่แล้วถือเป็นกลุ่มหลักในการปรับตัว Underperform เนื่องจากมักเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค ที่อาจลดลงจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น
ดังนั้นหากนักลงทุนต้องเลือกถือครองหุ้นข้ามผ่านไปช่วงหลังการเลือกตั้งจริง มองตัวเลือกที่น่าสนใจได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นสำคัญ ซึ่งในรอบที่แล้วก็ถือเป็น Sector หลักที่สามารถปรับตัว Outperform ได้ในช่วง 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง แม้ว่าจะเป็นกลุ่ม Domestic ที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศก็ตาม
โดยนอกเหนือจากเหตุผลทางด้านสถิติแล้ว เมองว่าในรอบนี้ยังมีปัจจัยหนุนเฉพาะกลุ่มได้แก่ การประกาศเงินปันผลจ่ายรอบประจำปี ซึ่งส่วนใหญ่คาดว่าจะออกมาภายในเดือนนี้ และน่าจะเป็นปัจจัยช่วยประคับประคอง ราคาหุ้นของกลุ่มนี้ให้มีความแข็งแกร่งกว่าตลาดได้ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม
ทั้งนี้ 2 หุ้นแบงก์ที่ฝ่ายวิจัยเลือกมาเป็น Top pick ในเดือนนี้ยังคงได้แก่ BBL ที่ราคาปรับลงมาแรงจนมี Upside ที่น่าสนใจอีกครั้ง และ SCB ที่ราคาหุ้น ปัจจุบัน ยังคงให้คาดการณ์ Remaining dividend yield อยู่ที่ 6.8%
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจในวันนี้ มองไปยังกลุ่มสาธารณูปโภคอย่างโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM, GPSC, EGCO, RATCH) ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่อาจได้รับประโยชน์จากการปรับลงของ Bond yield สหรัฐฯอย่างรุนแรงเมื่อคืนนี้ (Risk-off mode) แถมราคาน้ำมันดิบยังมีการปรับลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 วันอีกด้วย
ยอดนิยม
“กรณ์” จี้ กลต.ระงับโอนเงิน! หลัง CAI เทขาย BCPG หนัก กลางข่าวฉาว! ฟอกเงินข้ามชาติ
BCPG เคลียร์ปมร้อน หลัง CAI โดนสอบปมเอี่ยวฟอกเงิน ย้ำแค่ผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนบริหาร
สัญญาณอันตราย! วิกฤตน้ำมัน ดันต้นทุน บจ. พุ่ง โบรกฯ หั่นเป้า SET ปีนี้เหลือ 1,440 จุด
เช็กด่วน! 54 หุ้น กำลังขึ้น XD รอบครึ่งหลังเดือน มี.ค.นี้