Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 21-01-2569 (มาแล้ว!งบฯ BBL-BAY-TTB-KKP-CIMBT)
Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 21-01-2569 (มาแล้ว!งบฯ BBL-BAY-TTB-KKP-CIMBT)
21-01-2569 สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ
***มาแล้ววววว..ผลงานของแบงก์ใหญ่ เริ่มกันที่ BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
(หน่วย : พันบาท)
งบการเงิน
12 เดือน
ก่อนตรวจสอบ
สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
ปี 2568 2567
กำไร (ขาดทุน) 46,006,509 45,211,145
ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ *
กำไร (ขาดทุน) 24.10 23.69
สุทธิต่อหุ้น (บาท)
***BBL รายงานว่ากำไรสุทธิสำหรับปี 2568 จ านวน 46,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 จากปีก่อน ภายใต้ความไม่แน่นอนหลายด้าน ธนาคารมีรายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้วยการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงและมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.75 ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและการชะลอตัวของเงินให้สินเชื่อ ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเล็กน้อยจากบริการธุรกรรมผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม
*** BBL ให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนที่ร้อยละ 48.4 สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย นอกจากนี้ จากการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ธนาคารมีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4/2568 ลดลงจากไตรมาสก่อน และสำหรับปี 2568 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมีจำนวน 36,147 ล้านบาท
***ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,608,286 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.2 จากสิ้นปีก่อน โดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ยังคงเติบโต สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.0 ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 324.1 เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง
***ตามมาด้วย BAY หรือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
(หน่วย : พันบาท)
งบการเงิน
12 เดือน
ก่อนตรวจสอบ
สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
ปี 2568 2567
กำไร (ขาดทุน) 31,738,438 29,699,751
ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ *
กำไร (ขาดทุน) 4.31 4.04
สุทธิต่อหุ้น (บาท)
***BAY อธิบายว่า “กรุงศรี กรุ๊ป” (ธนาคาร และบริษัทในเครือ) มีกําไรสุทธิจํานวน 31,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 2,039 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีปัจจัยหลักมาจากกําไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR การเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ สะท้อนจากการบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพของธนาคาร และจากการรวมพอร์ตสินเชื่อของ TIDLOR ในช่วงเวลาดังกล่าว
***อย่างไรก็ดี กําไรพิเศษดังกล่าวสุทธิบางส่วนจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายพนักงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรวมงบการเงินของ TIDLOR และโครงการเกษียณอายุโดยสมัครใจและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการด้อยค่าของค่าความนิยมของบริษัทย่อยในอาเซียนที่บันทึกในช่วงครึ่งหลังของปี 2568
***เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเพิ่มขึ้นจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ เงินให้สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูง รวมทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมและค่าบริการสุทธิที่ปรับตัวดีขึ้น ในไตรมาส 4/2568 กําไรสุทธิอยู่ที่จํานวน 7,127 ล้านบาท ลดลงจํานวน 1,656 ล้านบาท หรือร้อยละ 18.9 โดยมีปัจจัยหลักมาจากค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นและผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้น กอปรกับการรับรู้กําไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR ในไตรมาสก่อนหน้า
***เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า กําไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.6 หรือจํานวน 851 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2567 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมาจากทั้งสัดส่วนและยอดเงินให้สินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการรวมงบการเงินของ TIDLOR รวมถึงวินัยในการบริหารต้นทุนทางการเงินที่เคร่งครัดและการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและค่าบริการสุทธิ อย่างไรก็ดี รายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวสุทธิบางส่วนด้วยค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานที่เพิ่มขึ้นและผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเงินให้สินเชื่อตามฤดูกาลในไตรมาส 4/2568
*** จากการรวมพอร์ตสินเชื่อของ TIDLOR ส่งผลให้เงินให้สินเชื่อรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่จํานวน 1,928,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 32,779 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.7 จากสิ้นเดือนธันวาคม 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากสินเชื่อ เพื่อรายย่อยจากการรวมงบการเงินของ TIDLOR พร้อมทั้งการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สุทธิบางส่วนด้วยการลดลงของสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
***ส่วนผลงานของ TTB หรือ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)
(หน่วย : พันบาท)
งบการเงิน
12 เดือน
ก่อนตรวจสอบ
สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
ปี 2568 2567
กำไร (ขาดทุน) 20,639,416 21,031,032
ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ *
กำไร (ขาดทุน) 0.22 0.22
สุทธิต่อหุ้น (บาท)
***TTB รายงานกำไรสุทธิในปี 2568 จำนวน 20,639 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 2 YoY แม้ว่าการปรับลดดอกเบี้ยที่มากกว่าคาดจะกดดัน NIM และรสยได้ดอกเบี้ย แต่การฟื้นตัวของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย การมีวินัยในการบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ ที่ลดลง เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยลดผลกระทบด้านรายได้ดอกเบี้ยและส่งผลให้ธนาคารสามารถรักษาระดับผลกำไรได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้ำ
***ธนาคารยังเดินตามแผนการเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวังและการปรับโครงสร้างสินเชื่อไปยังสินเชื่อรายย่อยกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม ทั้งนี้ แม้ว่าสินเชื่อโดยรวมจะปรับตัวลดลง YTD แต่หากเทียบกับไตรมาสก่อน สินเชื่อเริ่มกลับมาเติบโตได้จากกลุ่มสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่และกลุ่มสินเชื่อรายย่อยเป้าหมาย โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ สินเชื่อบ้านแลกเงิน และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ แม้ว่าสินเชื่อเช่าซื้อปล่อยใหม่ของกลุ่ม new car (new booking) เริ่มมีสัญญาณที่ดีแต่พอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อในภาพรวมยังคงชะลอตัว
***สำหรับ KKP หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
(หน่วย : พันบาท)
งบการเงิน
12 เดือน
ก่อนตรวจสอบ
สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
ปี 2568 2567
กำไร (ขาดทุน) 5,912,913 5,030,748
ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ *
กำไร (ขาดทุน) 7.17 5.97
สุทธิต่อหุ้น (บาท)
***สำหรับปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิรวมจ านวน 5,913 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 เมื่อเทียบกับปี 2567 และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจ านวน 6,504 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 จากปี 2567 สำหรับกำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากการลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ปรับตัวลดลงมากหากเทียบกับปีก่อนหน้า รวมถึงผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่ปรับตัวลดลง ตามสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้แล้วผลประกอบการที่ปรับเพิ่มขึ้น ยังเป็นผลมาจากการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ของธนาคารในการมุ่งกระจายรายได้ และเพิ่มขนาดและสัดส่วนของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ส่งผลให้ธนาคารมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตขึ้นและสามารถช่วยลดทอนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยตามมาตรการชะลอการเติบโตของสินเชื่อของธนาคารในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา
***สำหรับปี 2568 รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 18.2 หากเทียบกับปี 2567 โดยหลักจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน รายได้ค่านายหน้าขายประกัน และการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนตามภาวะตลาด โดยบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร ยังคงมีส่วนแบ่งตลาด1 ในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นอันดับที่ 1 อย่างต่อเนื่อง โดยมีส่วนแบ่งตลาดสำหรับปี 2568 ที่ร้อยละ 22.18 ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลงร้อยละ 13.1 โดยหลักเกิดจากการชะลอตัวของสินเชื่อตามมาตรการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อไปในประเภทที่มีคุณภาพสูง ประกอบกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามทิศทางการปรับลงของอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2568 และจากมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้า ขณะเดียวกันการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางการชะลอตัวของสินเชื่อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง ได้ช่วยลดต้นทุนทางการเงินโดยรวมของธนาคาร
***ทางด้านปริมาณสินเชื่อโดยรวม ณ สิ้นปี 2568 ปรับตัวลดลงร้อยละ 6.7 จากปีก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของสินเชื่อ ซึ่งเป็นไปตามกรอบเป้าหมายของธนาคารในการมุ่งเน้นบริหารคุณภาพของสินทรัพย์ ในขณะที่ทางด้านคุณภาพสินเชื่อสามารถควบคุมได้ในระดับที่ดี โดยปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับตัวลดลง ทางด้านอัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม2 อยู่ที่ร้อยละ 4.3 สำหรับปี 2568 ในส่วนของผลขาดทุนจากการขายรถยึดปรับลดลงอย่างมากตามสถานการณ์รถยึดที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ธนาคารยังคงด าเนินการอย่างระมัดระวังในการพิจารณาตั้งส ารองในระดับที่เหมาะสม โดยมีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับปี 2568 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,693 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ได้รวมการพิจารณาตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพิ่มเติมเพื่อเป็นการรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ
*** ปิดท้ายผลงานของงบฯแบงก์วันนี้กับ CIMBT หรือ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)
(หน่วย : พันบาท)
งบการเงิน
12 เดือน
ก่อนตรวจสอบ
สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
ปี 2568 2567
กำไร (ขาดทุน) 2,257,315 2,852,120
ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ *
กำไร (ขาดทุน) 0.06 0.08
สุทธิต่อหุ้น (บาท)
***มีคำอธิบายว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารสิ้นสุดปี 2568 มีกำไรสุทธิ 2,257.3 ล้านบาท ลดลงจำนวน594.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.9 เมื่อเทียบกับผลกำไรสุทธิของปี 2567 กำไรก่อนภาษีเงินได้จำนวน 2,830.4 ล้านบาท ลดลงจำนวน 728.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.5 สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของรายได้จากการดำเนินงานร้อยละ 8.8 และการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นร้อยละ 34.3 สุทธิ กับการลดลงองค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานร้อยละ 17.2