ITD หนี้ท่วมคอ! 12 เดือนข้างหน้า ถึงคิวชำระอื้อ 2.45 หมื่นล้านบาท แถมงานใหม่ยังเสี่ยง
จากเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ถล่ม รวมทั้งเกิดเหตุเครนถล่มที่โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ทั้ง 2 เหตุการณ์มี ITD เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยสาเหตุยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และภายหลังเกิด 2 เหตุการณ์ติดกัน ทางนายกฯ สั่งคมนาคม บอกเลิกสัญญา 2 สัญญา ข้างต้นและตรวจสอบงานระหว่างก่อสร้างของ ITD
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า โดยรวมผลน่าจะยังจำกัดอยู่ที่ 2 โครงการข้างต้น ในขณะที่การประมูลงานใหม่ๆ ของ ITD ในอนาคตยังต้องติดตามต่อไป สำหรับผลต่อกลุ่มธนาคารใหญ่ ในกรณีที่มีการยกเลิกสัญญาตามข่าว อิงตามความ คืบหน้าโครงการก่อสร้างข้างต้น มองว่าภาระหนี้ที่เป็นเงินสดของ 2 โครงการข้างต้น ลดลงไปมากแล้ว (ค่างานโอนเข้าธนาคารโดยตรง และหักชำระหนี้ทันที)
ส่วนของหนังสือค้ำประกันโครงการ (LG Performance bond) ของงานภาครัฐ โดยทั่วไปอยู่ที่ 5% (สูงสุดไม่เกิน 10%) ของมูลค่าโครงการ ทางฝ่ายวิจัยจึงประเมินผลจาก LG โครงการ รถไฟความเร็วสูงจะอยู่ที่ 490 ล้านบาท และ M82 ที่ 95 ล้านบาท ขณะที่ภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ย (รวมทรัสต์รีซีท) ของ ITD ณ สิ้นงวดไตรมาส 3/68 อยู่ที่ 2.4 หมื่น ล้านบาท ลดลงจาก 3.2 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 (ตามการส่งมอบงาน) ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการเผชิญปัญหาผิดนัดชำระหุ้นกู้ โดยในช่วงไตรมาส 4/66 ทางกลุ่มธนาคารใหญ่ ได้มีการตั้งสำรองครอบคลุมและจัดชั้นเป็น NPL หรือ Stage 2 แล้ว (KTB เคยเปิดเผยว่า ตั้งสำรองก่อนหักหลักประกันครบแล้ว ในการประชุมนักวิเคราะห์รอบปี 2566)
ขณะที่จากบทความที่ทริสเรทติ้ง นำเสนอไปก่อนหน้า พบว่า ภาระหนี้ของบริษัทยังคงอยู่ในระดับสูงแม้ว่าการขายหุ้นใน ITD CEM จะช่วยลดภาระหนี้ลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรที่ค่อนข้างน้อยจากโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ของบริษัท ประกอบกับการขาดรายได้จาก ITD CEM มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 16-18 เท่าในช่วงปี 2569-2570 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์เดิมของทริสเรทติ้งที่ประมาณ 7-10 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ ภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงของบริษัทคาดว่าเป็นผลมาจากการขาดทุนจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมากสำหรับโครงการก่อสร้างที่กำลังดำเนินงานอยู่
นอกจากนี้ สถานะการเงินของบริษัทยังถูกจำกัดจากการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หลายโครงการ เช่น โครงการนิคมอุตสาหกรรมทวายในประเทศเมียนมา โครงการเหมืองแร่อะลูมิเนียมในประเทศลาว โครงการ FDEE ในบังคลาเทศ ตลอดจนโครงการสัมปทานก่อสร้างทางรถไฟและท่าเรือน้ำลึกในประเทศโมซัมบิก โดยโครงการเหล่านี้มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทแต่ความคืบหน้ากลับไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อีกทั้งค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเหล่านี้ยังคงกดดันผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัทด้วย โดยภาระดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งการสร้างกระแสเงินสดและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท ภายใต้ประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงมีเงินทุนจากการดำเนินงานที่ติดลบในระหว่างปี 2568-2569 โดยจะปรับตัวดีขึ้นจนถึงจุดคุ้มทุนหรือเป็นบวกเล็กน้อยในปี 2570 สำหรับอัตราส่วน EBITDA ต่อดอกเบี้ยจ่ายนั้นคาดว่าจะยังคงอ่อนแอที่ประมาณ -2 เท่าในปี 2568 ก่อนจะปรับตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 1 เท่าในระหว่างปี 2569-2570 ซึ่งสะท้อนถึงการค่อย ๆ ฟื้นตัวของผลการดำนินงานเมื่อโครงการที่ขาดทุนก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์
นอกจากนี้บริษัทยังคงมีสภาพคล่องที่อ่อนแอ โดย ณ เดือนกันยายน 2568 แหล่งสภาพคล่องของบริษัทประกอบด้วยเงินสดในมือมูลค่า 5.8 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อจากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 1.0 หมื่นล้านบาท ขณะที่บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวนทั้งสิ้น 2.45 หมื่นล้านบาทซึ่งประกอบด้วยหนี้เงินกู้จากธนาคารจำนวน 1.65 หมื่นล้านบาท หุ้นกู้จำนวน 2 พันล้านบาท และหนี้สินเชื่อเพื่อการนำเข้า (Trust Receipt) และหนี้สินทางการเงินอื่น ๆ อีกจำนวน 6 พันล้านบาท
ส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนประจำปีนั้นคาดว่าจะอยู่ที่จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 1.4-1.6 พันล้านบาท ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงจำเป็นจะต้องรีไฟแนนซ์เงินกู้ยืมส่วนใหญ่ที่กำลังจะครบกำหนดในระยะสั้นเพื่อรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่เพียงพอและเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง
ณ เดือนกันยายน 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่นับรวมหนี้สินตามสัญญาเช่ามีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3.96 หมื่นล้านบาท โดยหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนซึ่งประกอบด้วยหนี้ที่มีหลักประกันของบริษัทและภาระหนี้รวมของบริษัทย่อยนั้นมีจำนวน 2.15 หมื่นล้านบาท ทำให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 54% ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ 50% ของทริสเรทติ้ง
ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงลดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทลง 1 ขั้นจากอันดับเครดิตองค์กรเนื่องจากเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของบริษัทจะมีความด้อยสิทธิกว่าเจ้าหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนอย่างมีนัยสำคัญเมื่อพิจารณาจากลำดับความสำคัญในการเรียกร้องสินทรัพย์ของบริษัท
ยอดนิยม
THAI ยอมรับราคาหุ้นอาจกระทบ หลังหุ้นจากเจ้าหนี้แปลงทุนเริ่มขายได้ ก.พ. นี้ลั่นต้องดูปัจจัยพื้นฐานของบริษัท
ITD เดือด ลามแบงก์รับกรรม! ขึ้นบัญชีดำเขย่าเจ้าหนี้ ผวา! ตั้งสำรองเพิ่ม-ฉุดกำไรปี 69
STECON ของกลุ่ม “อนุทิน” นำทัพส้มหล่น? เกมพลิกหลังรัฐเชือด ITD ลุ้นคว้างานภาครัฐระลอกใหม่
ITD หนี้ท่วมคอ! 12 เดือนข้างหน้า ถึงคิวชำระอื้อ 2.45 หมื่นล้านบาท แถมงานใหม่ยังเสี่ยง