Talk of The Town

โบรกฯ คาดวันนี้ตลาดหุ้นไทย เสี่ยงปรับฐานแตะ 1,440 จุด รับแรงกดดันสงครามตึงเครียด


04 มีนาคม 2569

โบรกฯ คาดวันนี้ตลาดหุ้นไทย_S2T (เว็บ)_0.jpg

บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่าจากรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุน สถิติในอดีตชี้ว่าภาวะสงครามมักใช้ระยะเวลาราว 1 เดือน (โดยเฉลี่ย) แต่ก็มีบางเหตุการณ์ที่ใช้ระยะเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ และตลาดหุ้นปรับฐานเฉลี่ย 5%

มองกรณีไม่ยืดเยื้อกระทบไทยจำกัดแต่หากยืดเยื้อจะกดดันผ่านต้นทุนสินค้าและการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวเอเชีย ระยะสั้นควรเลือก Wait & See สถานการณ์ค่อนข้างผันผวน แต่นักลงทุนระยะกลางยังแนะเป็นโอกาสเพราะเชื่อว่าท้ายที่สุดจะมีทางออกที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังจะจ่ายปันผลดี (BANK) ระยะสั้นเน้นพักเงินใน Defensive (สื่อสาร โรงพยาบาล)

โดยตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 403 จุด (-0.8%) นักลงทุนกังวลกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจจะยืดเยื้อและกดดันเงินเฟ้อ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 4.7% รับแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่จะกดดันการขนส่งพลังงาน

ขณะที่วานนี้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังคงปรับลดลงนักลงทุนยังคงไม่มั่นใจสถานการณ์ในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รายงานล่าสุดพบว่าอิหร่านได้ทำการโจมตีหลายๆประเทศในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานพร้อมกับประกาศว่าเรือบรรทุกสินค้าใดๆก็ตามที่ผ่านช่องแคบ Hormuz จะเผชิญการโจมตี

ทั้งนี้สิ่งที่นักลงทุนกังวลอาจไปอยู่ที่สถานการณ์ราคาสินค้าหลังจากนี้เพราะช่องแคบ HORMUZ คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติราว 20% ของอุปทานโลกและหลายๆประเทศก็พึ่งพาน้ำมันที่มาจากช่องทางดังกล่าวเช่นจีน จีนนับเป็นผู้นำเข้าน้ำมันกว่า 45% จากการขนส่งผ่านช่องแคบ HORMUZ และกว่า 90% ของการส่งออกน้ำมันของอิหร่านก็ไปขายให้กับประเทศจีน

นอกเหนือจากจีนแล้วยังได้ส่งผ่านไปยังประเทศต่างๆในเอเชียอย่าง อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงไทย ดังนั้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะยิ่งกดดันราคาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติโดยเฉพาะฝั่งเอเชียที่จะขาดแคลนน้ำมันรวมถึงกระทบกับเศรษฐกิจ

ขณะที่ในฝั่งของรัฐบาลไทยนั้น ได้ออกมายืนยันว่าจะคงราคาน้ำมันดีเซลไว้ 15 วัน แม้ไม่อาจประเมินได้ว่าสงครามรอบนี้จะใช้ระยะเวลานานขนาดไหน แต่ข้อมูลในอดีตระบุไว้ว่าโดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 1941 – 2020 สงครามมักทำให้ตลาดหุ้นปรับลงเฉลี่ย 5% โดยสูงสุดเห็นการปรับฐานมากถึง 20% และมักจะใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ย 22 วันในการเผชิญจุดต่ำสุด คืนนี้รอติดตามตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนจาก ADP Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 5 หมื่นราย

วันนี้ประเมิน SET INDEX ยังเสี่ยงปรับฐานในกรอบ 1,440 – 1,475 จุด จิตวิทยาการลงทุนยังเป็นลบจากการปรับลงของหุ้นเอเชีย (เช้านี้ KOSPI -5.5% Nikkei -2.5%) และไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากการท่องเที่ยวในกรณีที่สงครามยืดเยื้อจนกดดันกำลังซื้อของคนในฝั่งเอเชียโดยเฉพาะจีนและอินเดียแต่อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าจะไม่ยืดเยื้อ

เมื่อกลับมาที่ตลาดหุ้นไทยจะพบว่ามีหุ้นได้ประโยชน์อย่างพลังงาน (PTT, PTTEP) แต่จะกดดันกับหุ้นอย่างสายการบิน (AAV, BA, THAI) โรงไฟฟ้า (ต้นทุนปรับขึ้น) ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนนักลงทุนระยะกลางควรมองเป็นโอกาสเข้าสะสม ส่วนระยะสั้นเน้น Wait & See ตลาดยังมีความผันผวนค่อนข้างสูง

ประกอบกับ Valuation ที่ค่อนข้างแพงด้วย การเลือกหุ้นในช่วงนี้เน้นที่ Defensive เป็นหลัก อย่างกลุ่มโรงพยาบาล (BCH) ที่เน้นลูกค้าในประเทศ กลุ่มสื่อสาร (ADVANC) มองผลกระทบจำกัด กลุ่มในประเทศอย่างศูนย์การค้า (CPN) การเงิน (MTC, SAWAD, TIDLOR) ค้าปลีก (CPALL)