โบรกฯ คาดวันนี้ตลาดหุ้นไทย เสี่ยงปรับฐานแตะ 1,440 จุด รับแรงกดดันสงครามตึงเครียด

บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่าจากรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุน สถิติในอดีตชี้ว่าภาวะสงครามมักใช้ระยะเวลาราว 1 เดือน (โดยเฉลี่ย) แต่ก็มีบางเหตุการณ์ที่ใช้ระยะเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ และตลาดหุ้นปรับฐานเฉลี่ย 5%
มองกรณีไม่ยืดเยื้อกระทบไทยจำกัดแต่หากยืดเยื้อจะกดดันผ่านต้นทุนสินค้าและการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวเอเชีย ระยะสั้นควรเลือก Wait & See สถานการณ์ค่อนข้างผันผวน แต่นักลงทุนระยะกลางยังแนะเป็นโอกาสเพราะเชื่อว่าท้ายที่สุดจะมีทางออกที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังจะจ่ายปันผลดี (BANK) ระยะสั้นเน้นพักเงินใน Defensive (สื่อสาร โรงพยาบาล)
โดยตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 403 จุด (-0.8%) นักลงทุนกังวลกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจจะยืดเยื้อและกดดันเงินเฟ้อ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 4.7% รับแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่จะกดดันการขนส่งพลังงาน
ขณะที่วานนี้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังคงปรับลดลงนักลงทุนยังคงไม่มั่นใจสถานการณ์ในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รายงานล่าสุดพบว่าอิหร่านได้ทำการโจมตีหลายๆประเทศในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานพร้อมกับประกาศว่าเรือบรรทุกสินค้าใดๆก็ตามที่ผ่านช่องแคบ Hormuz จะเผชิญการโจมตี
ทั้งนี้สิ่งที่นักลงทุนกังวลอาจไปอยู่ที่สถานการณ์ราคาสินค้าหลังจากนี้เพราะช่องแคบ HORMUZ คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติราว 20% ของอุปทานโลกและหลายๆประเทศก็พึ่งพาน้ำมันที่มาจากช่องทางดังกล่าวเช่นจีน จีนนับเป็นผู้นำเข้าน้ำมันกว่า 45% จากการขนส่งผ่านช่องแคบ HORMUZ และกว่า 90% ของการส่งออกน้ำมันของอิหร่านก็ไปขายให้กับประเทศจีน
นอกเหนือจากจีนแล้วยังได้ส่งผ่านไปยังประเทศต่างๆในเอเชียอย่าง อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงไทย ดังนั้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะยิ่งกดดันราคาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติโดยเฉพาะฝั่งเอเชียที่จะขาดแคลนน้ำมันรวมถึงกระทบกับเศรษฐกิจ
ขณะที่ในฝั่งของรัฐบาลไทยนั้น ได้ออกมายืนยันว่าจะคงราคาน้ำมันดีเซลไว้ 15 วัน แม้ไม่อาจประเมินได้ว่าสงครามรอบนี้จะใช้ระยะเวลานานขนาดไหน แต่ข้อมูลในอดีตระบุไว้ว่าโดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 1941 – 2020 สงครามมักทำให้ตลาดหุ้นปรับลงเฉลี่ย 5% โดยสูงสุดเห็นการปรับฐานมากถึง 20% และมักจะใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ย 22 วันในการเผชิญจุดต่ำสุด คืนนี้รอติดตามตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนจาก ADP Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 5 หมื่นราย
วันนี้ประเมิน SET INDEX ยังเสี่ยงปรับฐานในกรอบ 1,440 – 1,475 จุด จิตวิทยาการลงทุนยังเป็นลบจากการปรับลงของหุ้นเอเชีย (เช้านี้ KOSPI -5.5% Nikkei -2.5%) และไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากการท่องเที่ยวในกรณีที่สงครามยืดเยื้อจนกดดันกำลังซื้อของคนในฝั่งเอเชียโดยเฉพาะจีนและอินเดียแต่อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าจะไม่ยืดเยื้อ
เมื่อกลับมาที่ตลาดหุ้นไทยจะพบว่ามีหุ้นได้ประโยชน์อย่างพลังงาน (PTT, PTTEP) แต่จะกดดันกับหุ้นอย่างสายการบิน (AAV, BA, THAI) โรงไฟฟ้า (ต้นทุนปรับขึ้น) ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนนักลงทุนระยะกลางควรมองเป็นโอกาสเข้าสะสม ส่วนระยะสั้นเน้น Wait & See ตลาดยังมีความผันผวนค่อนข้างสูง
ประกอบกับ Valuation ที่ค่อนข้างแพงด้วย การเลือกหุ้นในช่วงนี้เน้นที่ Defensive เป็นหลัก อย่างกลุ่มโรงพยาบาล (BCH) ที่เน้นลูกค้าในประเทศ กลุ่มสื่อสาร (ADVANC) มองผลกระทบจำกัด กลุ่มในประเทศอย่างศูนย์การค้า (CPN) การเงิน (MTC, SAWAD, TIDLOR) ค้าปลีก (CPALL)
ยอดนิยม
โบรกฯ คาดวันนี้ตลาดหุ้นไทย เสี่ยงปรับฐานแตะ 1,440 จุด รับแรงกดดันสงครามตึงเครียด
CPAXT ทุ่มงบ 1.34 หมื่นลบ. ฮุบซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลฯ หวังเป็นผู้นำค้าส่ง-ค้าปลีกภูมิภาค
ICHI หั่นเงินปันผล เหลือจ่ายแค่ 0.55 บาท จากเดิม 0.60 บาท หวังเสริมแกร่งการเงิน-บริหารสภาพคล่อง
โบรกฯ ลั่นสัญญาณเตือน! แนะ “ขายทำกำไร” หุ้นบลูชิพที่ขึ้นแรง หนีความเสี่ยง ให้แนวรับสำคัญ 1,390 จุด