Talk of The Town

ITD เดือด ลามแบงก์รับกรรม! ขึ้นบัญชีดำเขย่าเจ้าหนี้ ผวา! ตั้งสำรองเพิ่ม-ฉุดกำไรปี 69


16 มกราคม 2569

4 หุ้นธนาคาร BBL-KBANK-SCB-KTB เจ้าหนี้ ITD โบรกฯ คาดต้องตั้งสำรองเพิ่ม กระทบกำไรปี 69 ชี้ BBL โดนกระทบต่อกำไรปี 69 มากสุด

ITD เดือด_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประเด็นผลกระทบต่อกลุ่มธนาคาร หลังจากที่อนุทินสั่งลงดาบ ITD จ่อเลิกสัญญา 2 โครงการ พร้อมขึ้นบัญชีดำหลังเครนถล่ม ทั้งนี้มองเป็นเซนติเมนต์เชิงลบต่อสถาบันการเงิน 4 แห่ง (BBL, KBANK, SCB และ KTB) ที่เป็นเจ้าหนี้ ITD ทั้งนี้อ้างอิงจากข่าวช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา ITD มีหนี้กับแต่ละธนาคารดังนี้ BBL 8 พันล้านบาท, KBANK 6 พันล้านบาท, SCB 6 พันล้านบาท และ KTB 4 พันล้านบาท โดยอ้างอิง ITD ที่มีหนี้ที่เป็นเงินกู้จากธนาคารในปี 2566 รวมทั้งหมดราว 3 หมื่นล้านบาท, Net D/E อยู่ที่ 7 เท่า แต่งวดล่าสุดไตรมาส 3/68 มีหนี้ที่เป็นเงินกู้จากธนาคารรวมทั้งหมดราว 2.4 หมื่นล้านบาท, Net D/E อยู่ที่ 5.0 เท่า ซึ่งมีโอกาสที่หนี้ของแต่ละธนาคารจะน้อยกว่าในอดีต

ขณะที่แต่ละธนาคารจะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันราว 50% ของมูลหนี้ ทั้งนี้ ได้ทำผลกระทบแบบ Worst case scenario โดยอิงจากหนี้เท่าในอดีตหลังหักหลักประกันและตั้งสำรองฯใหม่ทั้งหมดและหักภาษี จะเห็นผลกระทบต่อกำไรสุทธิในปี 2569 ของ BBL ที่ -7%, KBANK -5%, SCB -5.2% และ KTB -3.4% อย่างไรก็ดี คาดว่าผลกระทบต่อราคาหุ้นจะเป็น SCB ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะ SCB มี Dividend payout ที่คงที่ที่ 80% ของกำไร หากกำไรโดนผลกระทบจาก ITD ที่ต้องตั้งสำรองฯเพิ่ม อาจส่งผลให้มี DPS ที่น้อยกว่าคาดได้ รองลงมาเป็น KBANK เพราะน่าจะต้องมีการตั้งสำรองฯเพิ่มอีก แต่คิดว่าเป็นจำนวนไม่มากเท่าที่เราคำนวณ เนื่องจากเราคาดว่า KBANK ได้มีการตั้งสำรองฯไปบางส่วนแล้ว ขณะที่ BBL, KTB คาดว่าผลกระทบจำกัด เพราะมีการตั้งสำรองฯเต็มจำนวนและจัดชั้นลงมาเป็น stage 3 ที่เป็น NPL แล้ว

ทั้งนี้ยังคงน้ำหนักเป็น “มากกว่าตลาด” เลือก KTB เป็น Top pick ให้น้ำหนักการลงทุนของกลุ่มธนาคารเป็น “มากกว่าตลาด” เพราะ valuation ยังถูก และระดับ Dividend yield ของกลุ่มที่อยู่สูงถึง 7% จากค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นที่ 3% ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ณ สิ้นปี 2566 ITD มีหนี้ต่อสถาบันการเงินรวมประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท โดยมีการกระจุกตัวของความเสี่ยงอยู่ที่ BBL (ประมาณ 8 พันล้านบาท), KBANK (ประมาณ 6 พันล้านบาท), SCB (ประมาณ 6 พันล้านบาท) และ KTB (ประมาณ 4 พันล้านบาท) ทั้งนี้ประมาณครึ่งหนึ่งของเงินกู้ดังกล่าวมีหลักประกัน อย่างไรก็ตาม ณ ช่วง 9 เดือนปี 68 ยอดหนี้คงค้างต่อสถาบันการเงินของ ITD ได้ลดลงราว 40% เหลือประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท

สำหรับความอ่อนไหวต่อกำไรธนาคารต่างๆ ได้ดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังแล้ว โดยการสินเชื่อ ITD ส่วนใหญ่ถูกจัดชั้นเป็น Stage 2 หรือสูงกว่า ในกรณีเลวร้ายที่เงินกู้ Stage 2 ที่เหลือถูกปรับลดชั้นเป็น Stage 3 ประเมินว่าผลกระทบต่อกำไรปี 2569 อาจอยู่ที่ประมาณ 3% สำหรับ BBL และราว 2% สำหรับ KBANK และ SCB ขณะที่ KTB มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เนื่องจากได้ตั้งสำรองเงินกู้ที่เกี่ยวกับ ITD ครบถ้วนแล้วตั้งแต่ไตรมาส 4/66

ดังนั้น มุมมองต่อกลุ่มอุตสาหกรรมโดยรวมแล้วสัดส่วนสินเชื่อยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับพอร์ตสินเชื่อของทั้งกลุ่ม และฐานเงินกองทุนของธนาคารยังมีความแข็งแกร่ง จึงคงน้ำหนักลงทุนเป็น “OVERWEIGHT” ต่อกลุ่มธนาคารไทย โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนปันผลที่น่าสนใจราว 7% และยังคงเลือก KTB และ KBANK เป็น Top Picks

ITD