ITD เดือด ลามแบงก์รับกรรม! ขึ้นบัญชีดำเขย่าเจ้าหนี้ ผวา! ตั้งสำรองเพิ่ม-ฉุดกำไรปี 69
4 หุ้นธนาคาร BBL-KBANK-SCB-KTB เจ้าหนี้ ITD โบรกฯ คาดต้องตั้งสำรองเพิ่ม กระทบกำไรปี 69 ชี้ BBL โดนกระทบต่อกำไรปี 69 มากสุด

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประเด็นผลกระทบต่อกลุ่มธนาคาร หลังจากที่อนุทินสั่งลงดาบ ITD จ่อเลิกสัญญา 2 โครงการ พร้อมขึ้นบัญชีดำหลังเครนถล่ม ทั้งนี้มองเป็นเซนติเมนต์เชิงลบต่อสถาบันการเงิน 4 แห่ง (BBL, KBANK, SCB และ KTB) ที่เป็นเจ้าหนี้ ITD ทั้งนี้อ้างอิงจากข่าวช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา ITD มีหนี้กับแต่ละธนาคารดังนี้ BBL 8 พันล้านบาท, KBANK 6 พันล้านบาท, SCB 6 พันล้านบาท และ KTB 4 พันล้านบาท โดยอ้างอิง ITD ที่มีหนี้ที่เป็นเงินกู้จากธนาคารในปี 2566 รวมทั้งหมดราว 3 หมื่นล้านบาท, Net D/E อยู่ที่ 7 เท่า แต่งวดล่าสุดไตรมาส 3/68 มีหนี้ที่เป็นเงินกู้จากธนาคารรวมทั้งหมดราว 2.4 หมื่นล้านบาท, Net D/E อยู่ที่ 5.0 เท่า ซึ่งมีโอกาสที่หนี้ของแต่ละธนาคารจะน้อยกว่าในอดีต
ขณะที่แต่ละธนาคารจะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันราว 50% ของมูลหนี้ ทั้งนี้ ได้ทำผลกระทบแบบ Worst case scenario โดยอิงจากหนี้เท่าในอดีตหลังหักหลักประกันและตั้งสำรองฯใหม่ทั้งหมดและหักภาษี จะเห็นผลกระทบต่อกำไรสุทธิในปี 2569 ของ BBL ที่ -7%, KBANK -5%, SCB -5.2% และ KTB -3.4% อย่างไรก็ดี คาดว่าผลกระทบต่อราคาหุ้นจะเป็น SCB ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะ SCB มี Dividend payout ที่คงที่ที่ 80% ของกำไร หากกำไรโดนผลกระทบจาก ITD ที่ต้องตั้งสำรองฯเพิ่ม อาจส่งผลให้มี DPS ที่น้อยกว่าคาดได้ รองลงมาเป็น KBANK เพราะน่าจะต้องมีการตั้งสำรองฯเพิ่มอีก แต่คิดว่าเป็นจำนวนไม่มากเท่าที่เราคำนวณ เนื่องจากเราคาดว่า KBANK ได้มีการตั้งสำรองฯไปบางส่วนแล้ว ขณะที่ BBL, KTB คาดว่าผลกระทบจำกัด เพราะมีการตั้งสำรองฯเต็มจำนวนและจัดชั้นลงมาเป็น stage 3 ที่เป็น NPL แล้ว
ทั้งนี้ยังคงน้ำหนักเป็น “มากกว่าตลาด” เลือก KTB เป็น Top pick ให้น้ำหนักการลงทุนของกลุ่มธนาคารเป็น “มากกว่าตลาด” เพราะ valuation ยังถูก และระดับ Dividend yield ของกลุ่มที่อยู่สูงถึง 7% จากค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นที่ 3% ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ณ สิ้นปี 2566 ITD มีหนี้ต่อสถาบันการเงินรวมประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท โดยมีการกระจุกตัวของความเสี่ยงอยู่ที่ BBL (ประมาณ 8 พันล้านบาท), KBANK (ประมาณ 6 พันล้านบาท), SCB (ประมาณ 6 พันล้านบาท) และ KTB (ประมาณ 4 พันล้านบาท) ทั้งนี้ประมาณครึ่งหนึ่งของเงินกู้ดังกล่าวมีหลักประกัน อย่างไรก็ตาม ณ ช่วง 9 เดือนปี 68 ยอดหนี้คงค้างต่อสถาบันการเงินของ ITD ได้ลดลงราว 40% เหลือประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท
สำหรับความอ่อนไหวต่อกำไรธนาคารต่างๆ ได้ดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังแล้ว โดยการสินเชื่อ ITD ส่วนใหญ่ถูกจัดชั้นเป็น Stage 2 หรือสูงกว่า ในกรณีเลวร้ายที่เงินกู้ Stage 2 ที่เหลือถูกปรับลดชั้นเป็น Stage 3 ประเมินว่าผลกระทบต่อกำไรปี 2569 อาจอยู่ที่ประมาณ 3% สำหรับ BBL และราว 2% สำหรับ KBANK และ SCB ขณะที่ KTB มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เนื่องจากได้ตั้งสำรองเงินกู้ที่เกี่ยวกับ ITD ครบถ้วนแล้วตั้งแต่ไตรมาส 4/66
ดังนั้น มุมมองต่อกลุ่มอุตสาหกรรมโดยรวมแล้วสัดส่วนสินเชื่อยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับพอร์ตสินเชื่อของทั้งกลุ่ม และฐานเงินกองทุนของธนาคารยังมีความแข็งแกร่ง จึงคงน้ำหนักลงทุนเป็น “OVERWEIGHT” ต่อกลุ่มธนาคารไทย โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนปันผลที่น่าสนใจราว 7% และยังคงเลือก KTB และ KBANK เป็น Top Picks
ยอดนิยม
KTB แจ้งปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 0.48 บาทต่อหุ้น จ่อขึ้น XD วันที่ 22 ก.ย.นี้
“สารัชถ์” โยน “บิ๊กล็อต” GULF ให้นักลงทุนสถาบัน 26.9 ล้านหุ้น รับทรัพย์กว่า 1.68 พันลบ.
GULF จับมือพันธมิตรต่างชาติ ลุยโครงสร้างพื้นฐานเคเบิลใต้น้ำ คาดเริ่มเปิดดำเนินการในปี 73
ลุ้นปีนี้ KTB แจกปันผลเพิ่ม โบรกฯคาดมีโอกาสจ่ายมากกว่าเดิม หลังระหว่างกาลจ่ายมาแล้ว 0.48 บาท