รายงานพิเศษ : STARM ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ รองรับความต้องการลูกค้า บุกตลาด e-commerce
ตลาด e-commerce เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งทั่วโลกและในประเทศไทย สอดคล้องกับการขยายตลาดของ บมจ.สตาร์ มันนี่ (STARM) ที่ปรับกลยุทธ์เน้นการขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ สร้างการเติบโตของรายได้ที่ยั่งยืน
ตลาด e-commerce ทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 21.6 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะโตต่อเนื่องไปจนถึง เกือบ 75.1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2577 หรือในอีก 9 ปี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ประมาณ 14–15 % ต่อปี
ขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเติบโตประมาณ 14 % ในปี 2567 โดยมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท จาก 980 พันล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าตลาดจะเพิ่มขึ้นไปถึง 1.6 ล้านล้านบาทในปี 2570 ถ้ารักษาโมเมนตัมการเติบโตเดิมไว้ได้
และบางรายงานคาดว่าภายในปี 2573 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะโตถึงประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหมายถึงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีก 5–6 ปีข้างหน้า โดยปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ Social Commerce และการ ช้อปผ่านวิดีโอ/ไลฟ์สดกำลังมีบทบาทมากขึ้น โดยแพลตฟอร์มอย่าง TikTok Shop มีผลเติบโตอย่างน่าสนใจในไทย ขณะเดียวกันผู้บริโภคไทยชอบส่วนลด ฟรีค่าส่ง และช้อปบน Marketplace ใหญ่ ๆ เช่น Shopee, Lazada, TikTok ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ยังเป็นตัวเชื้อเชิญให้คนซื้อของออนไลน์มากขึ้น
การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญในการขยายการบริการของ บมจ.สตาร์ มันนี่ (STARM) โดยนายชูศักดิ์ วิวัฒน์วงศ์เกษม กรรมการผู้จัดการ STARM ระบุ แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/68 มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากการปรับกลยุทธ์ด้านการขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ โดยบริษัทได้ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการหน้าร้าน สร้าง E-Catalog ให้สาขาย่อย และขยายช่องทางขายผ่านออนไลน์เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่มากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำมาปรับประเภทสินค้าให้หลากหลายขึ้น ตอบโจทย์ดีมานด์ในยุคดิจิทัล รวมถึงเตรียมรุกตลาดมือถือ เปิดให้บริการงานเซอร์วิส ทั้งงานซ่อมและรับเทรดเครื่องตามสาขาต่างๆ
ในส่วนของเทคโนโลยี บริษัทปรับโครงสร้างพื้นฐานระบบให้รองรับการเติบโตในปี 69 ครอบคลุมการดำเนินงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการให้บริการลูกค้าทั้งสาขาและพันธมิตร โดยในเดือนธันวาคมนี้ บริษัทเตรียมเปิดให้บริการ E-commerce อย่างเป็นทางการ พร้อมเพิ่มเครื่องมือเชื่อมต่อกับลูกค้า เช่น Line OA เพื่อเสริมประสบการณ์การซื้อสินค้าและการบริการแบบครบวงจร ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่
สำหรับภาพรวมปี 68 คาดว่าผลการดำเนินงานยังเติบโตแข็งแกร่งตามแผน แม้รายได้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อจะลดลงจากความเข้มงวดในการปล่อยกู้ แต่ยอดขายสินค้าเติบโตโดดเด่นช่วยหนุนภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนปี 69 ตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% (Double Digit) จากการขยายช่องทางขายใหม่ การใช้เทคโนโลยีหนุนประสิทธิภาพ และการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ