จากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบมายังประเทศได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่คนไทยในการใช้ชีวิตประจำวันไปจนถึงระบบเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อาคารสูงอย่างคอนโดมิเนียมหลายเกิดความเสียหายและรอยร้าวมากมาย
ดังนั้น ในวันนี้ทางสำนักข่าว Share2Trade จึงอยากจะหยิบยกมุมมองจากนักวิเคราะห์ที่มีต่อกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับข้อมูลเบื้องลึกอย่างสัดส่วนยอดขายคอนโดมิเนียมและสต๊อกของพร้อมขายของ 7 หุ้นอสังหาริมทรัพย์ มานำเสนอกันในครั้งนี้
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์คาดว่าได้รับผลกระทบหนักสุด แผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างอยู่พังถล่มลงมา ตึกสูง 28 ชั้นจากทั้งหมด 30 ชั้น คอนโดมิเนียมสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ มีรอยร้าว ซึ่งต้องตรวจสอบหากพบว่าคานและเสาได้รับความเสียหายรุนแรง ทำให้เกิดความกังวลในการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม
ขณะที่ความต้องการอสังหาริมทรัพย์อ่อนแออยู่แล้ว เนื่องจากกำลังซื้อที่ลดลงและปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่สูง ทำให้รัฐบาลเพิ่งประกาศผ่อนปรนอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าโครงการเป็น 100% ชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมปีนี้ไปจนถึง 30 มิถุนายนปีหน้า
โดยเหตุการณ์นี้ยังน่าจะส่งผลกระทบต่อความต้องการคอนโดมิเนียม โดยจะส่งผลมากกว่าต่ออาคารสูงและส่งผลน้อยกว่าต่อคอนโดมิเนียม low-rise 8 ชั้น ซึ่งคิดว่าไม่ใช่แค่ความต้องการใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมเมื่ออาคารสร้างเสร็จ ไม่ใช่แค่ความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในการก่อสร้างตามแผนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงจากการยกเลิกการจองด้วย
ทั้งนี้ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดฯ ที่มีโครงการคอนโดมิเนียมและหุ้นกู้ที่มีอยู่ เรามีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของผู้พัฒนาในเรื่องการต่ออายุหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด โดยผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีโครงการคอนโดมิเนียมในสัดส่วนที่สูงได้แก่ ASW (90%), ANAN (87%), LPN (81%), ORI (71%) และ NOBLE (66%) ในแง่ของสต็อกคอนโดมิเนียม, ORI มีสต็อกสูงสุด (4.1 หมื่นลบ.) รองลงมาคือ SPALI,ANAN, SIRI และ NOBLE
รวมไปถึงโครงการคอนโดมิเนียมของผู้พัฒนาฯ ทั้ง 12 รายที่จะแล้วเสร็จ และเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2568 โดยมีคอนโดมิเนียมจำนวน 50 โครงการ มูลค่า 9.6 หมื่นลบ. ซึ่ง 21 โครงการจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4/68 ซึ่งหมายความว่าโครงการหลายแห่งอาจต้องเลื่อนไปในปีถัดไปหากมีความล่าช้าในการก่อสร้าง
ในแง่ของมูลค่า ORI มีมูลค่าคอนโดมิเนียมที่จะเสร็จในปีนี้สูงสุด มี 13 โครงการ มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือ SIRI มูลค่า 1.45 หมื่นล้านบาท , ASW มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท, ANAN มูลค่า 1.19 หมื่นล้านบาท , AP มูลค่า 1.04 หมื่นลล้านบาท และ PSH มูลค่า 1.0 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี ไม่ค่อยกังวลเกี่ยวกับ ASW เนื่องจากทั้ง 7 โครงการที่แสดงในที่นี้เป็นคอนโดมิเนียมต่ำและส่วนใหญ่ตั้ง อยู่ในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต ชลบุรี (บางแสน) ระยอง โดยมีสองโครงการภายใต้แบรนด์ “Kave” ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมใกล้กับมหาวิทยาลัย
นอกจากผลกระทบต่อความต้องการคอนโดมิเนียมใหม่แล้ว ผู้พัฒนายังเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการบำรุงรักษา/ปรับปรุงอาคารคอนโดมิเนียมที่เสร็จแล้ว และโปรโมชั่น ด้านราคาของคอนโดมิเนียมที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาที่มีสัดส่วนรายได้จากโครงการ low-rise ที่สูง และไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมที่จะเสร็จในปีนี้ จะได้รับผลกระทบเชิงลบที่น้อยกว่าเพื่อน ได้แก่ LH, QH และ SC ในขณะที่ AP ซึ่งเป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่มนี้ แม้จะมีสัดส่วนการขายคอนโดมิเนียมต่ำที่ 20% ในปีที่แล้ว แต่น่าจะยังคงได้รับผลกระทบจากการเปิดตัวคอนโดมิเนียมหลายโครงการ (6 โครงการ มูลค่า 2.0 หมื่นล้านบาทในปีนี้) และต้องดูแลโครงการคอนโดมิเนียมหลายโครงการในเส้นทางรถไฟฟ้า
SPALI ซึ่งมีทีมบริหารและวิศวกรที่แข็งแกร่ง ได้ทำการตรวจสอบโครงการคอนโดมิเนียม 90 โครงการในวันเสาร์ได้อย่างรวดเร็ว ในอนาคต ผู้ซื้อบ้านจะให้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อจากผู้พัฒนาโครงการมากขึ้น โดยพิจารณาจากผู้รับเหมาในการก่อสร้าง โครงการออกแบบ และบริการหลังการขาย ซึ่งจะทำให้ผู้พัฒนาต้องมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้น
ยอดนิยม
UAE ถอนตัวออก “โอเปก” สร้างความไม่แน่นอนต่อน้ำมันโลก โบรกฯ ชี้เป็นจังหวะเก็งกำไรหุ้นพลังงาน
DELTA ทะยานแน่! โบรกฯ ชี้ถ้าหลุดแคชบาลานซ์ ราคาหุ้นจ่อพุ่ง 360 บาท
“บอย ท่าพระจันทร์” จัดหนัก! เข้าซื้อ PLANB เพิ่ม 2.8 ล้านหุ้น ดันมูลค่าถือกว่า 438 ล้านบาท
BJC โดนลงโทษ! โบรกฯ หั่นประมาณการหนัก หลังคาดกำไร Q1-2/69 ดิ่งแรง