TISCO เผยปี 67 มีกำไรสุทธิ 6.9 พันลบ. ลดลงจากปีก่อน 5.5% เหตุตั้งสำรองเพิ่มขึ้น ยอดขายรถยนต์ทรุด ฉุดพอร์ตสินเชื่อหด

บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO รายงานกำไรสุทธิสำหรับผลประกอบการงวดปี 2567ของบริษัทมีจำนวน 6,901.28 ล้านบาท ลดลงจำนวน 399.84 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับปี 2566 สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 0.6 ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย
โดยเป็นไปตามแผนการเพิ่มสำรองเพื่อกลับสู่ระดับปกติ พร้อมทั้งเพื่อรองรับความเสี่ยงของภาวะ เศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง
สำหรับรายได้รวมจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 2.3 โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวจากปี ก่อนหน้าจากการบริหารผลตอบแทนของเงินให้สินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ ชดเชยต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 29.4 ตาม การปรับเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยเงินฝาก
ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัวร้อยละ 8.4 ส่วนใหญ่มาจากผลกำไรจากเครื่องมือทาง การเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL)
ขณะที่ธุรกิจหลักค่าธรรมเนียมรวมของธุรกิจจัดการกองทุน เติบโตร้อยละ 5.5 จากการขยายตัวของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงการรับรู้ค่าธรรมเนียมตามผลประกอบการ (Performance Fee) ในช่วงสิ้นปี
นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้นจากการเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ครั้งแรก (IPO) อย่างไรก็ตาม ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ลดลง อย่างมาก ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อปรับลดลง
พร้อมกับรายได้ค่าธรรมเนียมนายหน้าประกันภัยอ่อนตัวลง ส่วนค่าธรรมเนียมธุรกิจ หลักทรัพย์ชะลอตัว เป็นไปตามภาวะตลาดทุนที่ผันผวนและปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซบเซา
ส่วนกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (Basic earnings per share) สำหรับงวดปี 2567เท่ากับ 8.62 บาทต่อหุ้น ลดลงจาก 9.12 บาท ต่อหุ้นในงวดปี 2566 และบริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ของปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 16.1
ยอดนิยม
PTG แรงหนุนจาก “กาแฟพันธุ์ไทย” เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ สิทธิประโยชน์บัตรแดงใหม่หนุนยอดขายกาแฟเพิ่ม
ลุ้น GULF แจกปันผลเพิ่มอีก! คาดรอบปี 68 จ่ายหุ้นละ 3.35-4.58 บาท จากเดิมโบรกฯคาดจ่าย 1.53–2.76 บาท
“ดิว วีรวัฒน์” ปี 68 รับปันผล จากการถือหุ้นใหญ่ 3BBIF แล้วกว่า 34 ล้านบาท
“สารัชถ์“ รับทรัพย์หนัก! รอบนี้จ่อโกยปันผลอื้อ! 2 หมื่นล้าน