จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : รัฐลุยตั้งสมาร์ทซิตี้ ติดปีก I2 โตแกร่ง


23 พฤศจิกายน 2566
รัฐบาลกำหนดให้แผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ เป็นวาระแห่งชาติ  สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน  ผลักดันผลงาน บมจ. ไอ ทู เอ็นเตอร์ไพรซ์ (I2)  เติบโตแข็งแกร่งสะท้อนจากผลงาน 9 เดือนมีกำไรต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ i2.jpg

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า รัฐบาลมุ่งเน้นในการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อพัฒนาประเทศ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้กำหนดให้แผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ให้เป็นวาระแห่งชาติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเมืองให้มีความน่าอยู่อย่างยั่งยืน มีความพร้อมในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนปัจจัยเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น สมาร์ทซิตี้จึงตอบโจทย์ภาครัฐในด้านการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big data และใช้ประโยชน์จากข้อมูล เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการประเทศ รวมถึงกำหนดนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ส่งเสริมการพัฒนาเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการออกแบบนโยบายการขับเคลื่อนของประเทศ ให้เหมาะสมกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ และมีเมืองที่ได้รับ "ตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะประเทศไทย" แล้ว 36 เมือง จาก 25 จังหวัด ซึ่งเป็นการแสดงถึงความพร้อมในการพัฒนาเมืองโดยมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงฯได้ดำเนินการผลักดันมาตรการด้านการพัฒนาข้อมูล โดยส่งเสริมให้ใช้บริการแพลตฟอร์มข้อมูลเมือง (City Data Platform: CDP) ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับเมืองไปสู่เมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืน ที่จะช่วยให้เมืองสามารถ ติดตาม และประเมินผลการยกระดับเมือง รวมถึงนำไปสู่การตัดสินใจลงทุน และสร้างนโยบายบริหารเมืองที่เหมาะสมต่อไป

แนวทางการพัฒนาเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้ของรัฐบาล  เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ สอดคล้องกับทิศทางการทำธุรกิจของบมจ. ไอ ทู เอ็นเตอร์ไพรซ์ (I2)  ที่ประกอบธุรกิจบริการ System Integration (SI) แบบครบวงจร ได้แก่ ให้คำปรึกษา ออกแบบ จัดหา ติดตั้ง และจำหน่ายผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร โทรคมนาคม และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น Infrastructure, Network, Transformation, อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสัญญาณดาวเทียม และเทคโนโลยีด้านการประหยัดพลังงาน  ซึ่งเป็นบริษัทที่มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 

และยังสะท้อนจากผลการดำเนินงานสำหรับงวด 9  เดือน ที่สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 66 ที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  โดยบริษัทฯ มีรายได้รวม  843.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  231.41 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.80 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสำหรับงวด 9 เดือนอยู่ที่  55.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  42.09 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 306.94 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

โดยรายได้จากการขายและการให้บริการในงวด 9 เดือน มาจากธุรกิจโซลูชั่นระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านงานเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Infrastructure)   481.27 ล้านบาท โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ร้อยละ 19.69  เนื่องจากการทยอยส่งมอบงานโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้น เช่น โครงการซื้อพร้อมติดตั้งระบบ IP Core  ,โครงการระบบบริการสารสนเทศ  และงานโครงการอื่นๆ โดยรายได้จากธุรกิจโซลูชั่นระบบโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งด้านงานเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Infrastructure) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 57.05 ของรายได้รวม 

ขณะที่มีรายได้จากธุรกิจโซลูชั่น ด้านการจัดการและประหยัดพลังงาน (Energy) มีจำนวน 172.44 ล้านบาท โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ร้อยละ 4,673 เนื่องจากการทยอยจัดซื้อและติดตั้งโครงการจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy  Storage System : BESS) บนพื้นที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยงานธุรกิจโซลูชั่นด้านการจัดการและประหยัดพลังงาน (Energy) คิดเป็นร้อยละ 20.44 ของรายได้รวม  รวมถึงธุรกิจโซลูชั่นการให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Services) 179.51 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปี 2565 
I2