เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ
Image Slider
Image Slider
Image Slider
Image Slider

คอลัมนิสต์


Smart Invest

  • 2022-08-05 13:45:21
  • 767

แจกโพยหุ้นหลุมหลบภัย ”จีน-สหรัฐ” ส่อพับแผนเจรจาการค้า

By . Mr.Data


กรณี “แนนซี่ เพโลซี่” ประธานสมาชิกผู้แทนราษฏรสหรัฐฯ เดินทางเยือนไต้หวันในวันที่ 3 สิงหาคม 2 ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นใหม่ ที่ “จุดเชื้อไฟ” ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ อาจลามไปถึงเจรจาการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะทยอยยกเลิกกำแพงภาษี (Trade War) อาจต้องล้มเลิกไป

ทีมกลยุทธ์ บล.โนมูระพัฒนสิน มองว่า การเดินทางเยือนไต้หวันของ “แนนซี่ เพโลซี่”  เป็นความเสี่ยงใหม่ต่อตลาดที่ต้องติดตามใกล้ชิด  ระยะสั้นเป็นจิตวิทยาลบต่อหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนฯ, พลังงานปิโตรเคมี, ท่องเที่ยว บวกต่อนิคมอุตสาหกรรม

โดยทางการจีนแถลงว่าสหรัฐฯละเมิดหลักการจีนเดียว และจะทำการซ่อมรบรอบเกาะไต้หวันวันที่ 4-7 ส.ค. นอกจากนี้จีนยังสั่งระงับการนำเข้าอาหารจากบริษัทไต้หวัน 

ทีมกลยุทธ์ บล.โนมูระพัฒนสิน ระบุว่า แม้ยังอยู่ใน “กรณีไม่มีความรุนแรง” ซึ่ง Nomura คาดว่าจะผลกระทบตลาดหุ้นไต้หวันกับค่าเงินจีนและค่าเงินไต้หวันเป็นหลัก  แต่ทีมกลยุทธ์คาดว่า ตลาดจะระมัดระวังต่อความเสี่ยงดังกล่าว 

ทั้งนี้ กรณีเกิดความรุนแรง Nomura ประเมินจะสร้างผลกระทบที่มีนัยสำคัญ อาทิ ค่าเงินทั้งภูมิภาคเอเชียจะอ่อนค่า จากกระแสเงินทุนไหลออกไปพักที่ Safe Heaven เพื่อลดความเสี่ยง Geopolitical Risk ที่เกิดขึ้นในภูมิภาค อาทิ การพิจารณาออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ต่อการกระทำของจีน

ทีมกลยุทธ์ประเมินประเด็นดังกล่าวเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อตลาดที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยหากเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง หรือฟื้นตัวต่ำกว่าคาดในปี 23F อาจส่งผลให้เกี่ยวเนื่องมายังภาพเศรษฐกิจไทยปี 23F ที่คาดจะโดดเด่นน้อยลงเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่เข้าสู่ภาวะถดถอย กรอบการฟื้นตัวของ SET ที่ทีมกลยุทธ์ประเมินไว้ช่วงปลาย 3Q22 ถึงต้นปี 23F มีโอกาสจำกัดขึ้น

แนะเลี่ยงลงทุนหุ้น กลุ่ม China Plays

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นให้หลีกเลี่ยงหุ้นในกลุ่มที่มีความเกี่ยวเนื่องกับไต้หวัน อาทิ DELTA,  หุ้นในกลุ่ม China Plays อาทิ IVL, PTTGC, TOP, HANA และกลุ่มท่องเที่ยวที่จะได้รับจิตวิทยาลบไปก่อน

คัด 11 หุ้นหลุมหลบภัย

ขณะที่แนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มกลุ่มนิคมฯ ที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากการย้ายฐานผลิต (AMATA (TP@25)), WHA (TP@4.2))  กลุ่มหุ้น Defensive รองรับความเสี่ยงผลกระทบที่อาจมีต่อเศรษฐกิจได้ (BDMS (TP@31), BCH(TP@23.7) และ CHG(TP@4.2))   และหุ้น High Growth ที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ อาทิ IIG(TP@52), BE8(TP@70), BBIK(TP@106), JMT(TP@105), CHAYO (TP@15.8), SINGER(TP@58)

หวั่นกระทบเจรจาการค้า”จีน-สหรัฐ”

ขณะที่ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส มองว่า เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยมี 2 แง่มุม คือ มุมของความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเกิดการใช้กำลังระหว่างประเทศ และในมุมของการค้าระหว่างประเทศ โดยอย่างน้อยที่สุดทำให้ความคาดหวังว่ากำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯ-จีน (Trade War) ที่ก่อนหน้านี้มีลุ้นว่าจะผ่อนคลาย อาจต้องล้มเลิกไป

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนในไต้หวันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องติดตามพัฒนาการต่อไป ซึ่งอาจสร้าง Downside ในเชิงเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจากที่ IMF เพิ่งปรับลดคาดการณ์ World GDP Growth ปี 2022 จาก 3.6% มาอยูที่ 3.2% ซึ่งถือว่าอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับ World Bank และ OECD ที่ปรับลดมาก่อนหน้านี้

ขณะที่ผลกระทบต่อประเทศไทย ในกรณีเลวร้ายน่าจะมีความเสี่ยงที่จะทำให้การค้าระหว่างประเทศสะดุด ขณะที่บ้านเราโครงสร้าง GDP ราว 68% มาจากภาคการส่งออก

โดยไทยมีสัดส่วนการค้ากับจีนมากที่สุดราว 1.28 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2021 หรือคิดราว 22% ของประเทศคู่ค้าทั้งหมด และสหรัฐฯ ก็มีสัดส่วนการค้ากับไทยอันดับที่ 3 ราว 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 11% ของประเทศคู่ค้าทั้งหมด โดยหากรวมสัดส่วนการค้าทั้ง 2 ประเทศ อยู่ที่ 33% หรือ 1 ใน 3 ของประเทศคู่ค้าทั้งหมดของไทย

“ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง อาจเปิด Downside ต่อประมาณการเศรษฐกิจโลกรวมถึงไทย ที่มีสัดส่วนการค้ารวมทั้ง 2 ประเทศ อยู่ที่ 33% หรือ 1 ใน 3 ของประเทศคู่ค้าทั้งหมดของไทย”

ผวา Trade War ยืดเยื้อ 

กดดัน SET ปรับฐาน 10%

ฝ่ายวิจัยระบุว่า ความกังวลความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ หากประเด็นดังกล่าวยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ประเด็นการยกเลิกกำแพงภาษียืดเยื้อออกไปได้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นมีโอกาสพลิกกลับมาผันผวนอีกครั้ง

ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการศึกษาในเชิงเปรียบเทียบ เพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว ในช่วงที่ตลาดเกิดแรงกดดันจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในทุกๆ รอบ กดดัน SET Index มีการปรับฐานเฉลี่ยราว -10% ต่อรอบ มีรายละเอียดดังนี้

การขึ้นภาษีรอบที่ 1-2 วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท (กดดันตลาดเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2018) SET Index ปรับตัวลงเฉลี่ย -10.4%

การขึ้นภาษีรอบที่ 3 วงเงิน 2.0 แสนล้านบาท (กดดันตลาดเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2018) SET Index ปรับตัวลงเฉลี่ย -11%

การขึ้นภาษีรอบที่ 4 วงเงิน 1.1 แสนล้านบาท (กดดันตลาดเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2019) SET Index ปรับตัวลงเฉลี่ย -8.1%

พร้อมกับ Fund Flow ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยในระดับเกือบ 8 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาทต่อรอบ และหากพิจารณเป็นราย Sector พบว่า หลายๆ Sector ส่วนใหญ่ถูกกดดันแรงกว่าตลาด แต่ยังมีกลุ่มที่ Outperform อยู่ เช่น HELTH, TRANS, BANK, FIN เป็นต้น

เชียร์ “ซื้อ” LEO จ่ออัพเป้าใหม่

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (ประเทศจีน-ไต้หวัน) มีโอกาสจะเป็น Upside 1.การที่ประเทศจีนทำการแบนสินค้ากลุ่มอาหารจากไต้หวัน เป็นโอกาสส่งออกสินค้าจากไทย 2.อาจเกิดสถานการณ์ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในภูมิภาค (ยิ่งตู้คอนเทนเนอร์หายากจะเป็นบวกต่อ Freight Forwarder  อย่าง LEO 

อีกทั้ง Valuation ไม่แพง Forward PE ใน Bloomberg consensus ต่ำเพียง 12.2 เท่า ขณะที่คาดมีโอกาสปรับประมาณการขึ้น

  • ผู้โพสต์ superya
  • 2022-08-05 13:45:21
  • 767

10 ข่าวยอดนิยม

โฆษณา
ผู้สนับสนุน