
โบรกฯ เผยหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ปรับตัวลง 75 จุด เจอต่างชาติเทขาย 2.39 พันล้านบาท สวนทางรายย่อยซื้อต่อเนื่องทุกวันกว่า 6.35 พันล้านบาท จับตา เงินเฟ้อไทยมีโอกาสแตะ 4% ในต้นปี 2570 ลุ้น ธปท. ลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ช่วงต้นปี
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า ตัวเลขเงินเฟ้อ ต.ค.69 จะประกาศ 6 พ.ย.นี้ ผลสำรวจของ BLOOMBERG คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไป จะเร่งขึ้นเป็น 3.33% จาก 2.82% ในเดือนก่อน ซึ่งเกินเพดานกรอบเป้าหมายนโยบายการเงินของ ธปท. ที่ 1–3%
ส่วนเงินเฟ้อเทียบรายเดือนคาดเพิ่มขึ้น 0.48% จาก 0.25% แรงขับหลักมาจากหมวดพลังงาน ซึ่งพลิกจากติดลบตลอดปี 2568 มาเป็นบวกอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน ขณะที่หมวดอาหารเริ่มกลับมาเป็นแรงหนุนเพิ่มขึ้น
ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (CORE CPI) ยังทรงตัวราว 1–1.5% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านอุปสงค์ยังไม่ร้อนแรง โดยประมาณการของ BLOOMBERG ECONOMICS ชี้ว่าเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มเร่งตัวต่อจนแตะจุดสูงสุดราว 4% ช่วงต้นปี 2570 หากตัวเลขออกมาตามคาด จะทำให้ช่องว่างในการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ ธปท. แคบลง และอาจเห็นการขึ้นดอกเบี้ยสัก 1 ครั้งในช่วงต้นปี 2570
ในมุมของ SET ช่วง 28 ต.ค. –3 พ.ย. 69 ปรับตัวลงต่อเนื่องทุกวัน จาก 1,566.10 จุด มาปิดที่ 1,491.01 จุด ลดลงราว 75 จุด หรือประมาณ 4.8% โดยนักลงทุนรายย่อยเป็นกลุ่มเดียวที่ซื้อสุทธิ 6,354 ล้านบาท(ซื้อสุทธิทุกวัน) ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,397 ล้านบาท พอร์ตโบรกเกอร์ขายสุทธิ 2,084 ล้านบาท และสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,873 ล้านบาท
เสริมด้วยตลาด TFEX ภาพยังสะท้อนมุมมองเชิงลบของต่างชาติ โดยต่างชาติถือสถานะ SHORT สุทธิ 52,633 สัญญา และ SHORT สุทธิทุกวัน สวนทางกับรายย่อยที่ LONG สุทธิ 48,218 สัญญา และสถาบันที่ LONG สุทธิ 4,415 สัญญา ขณะที่สถานะคงค้าง (OI) เพิ่มขึ้นจาก 542,022 เป็น 605,259 สัญญา บ่งชี้ว่ามีการเปิดสถานะ SHORT ใหม่ ไม่ใช่เพียงการปิดสถานะ LONG
ตลาดหุ้นไทยปรับลงแรงตลอดสัปดาห์ ดัชนีลดลง 5.33% ปิดที่ 1,491.01 จุด และหลุดระดับ 1,500 จุด ซึ่งเป็นแนวจิตวิทยาสำคัญ แรงขายกระจายไปทั่วตลาด จาก 27 กลุ่มอุตสาหกรรม มีถึง 25 กลุ่มที่ปรับตัวติดลบ โดยกลุ่มที่อ่อนแอสุด คือ ETRON (ชิ้นส่วนอิเล็กฯ) ลดลง 17.75%
รองลงมาคือ PETRO (ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์) ที่ลดลง 12.53% และ CONMAT (วัสดุก่อสร้าง) ที่ลดลง 9.47% ส่วนกลุ่มที่ยืนบวกได้มีเพียง 2 กลุ่ม ประกอบไปด้วย ICT เพิ่มขึ้น 0.15% และ PF&REIT เพิ่มขึ้น 0.13% ซึ่งล้วนมีรายได้สม่ำเสมอหรือจ่ายปันผลสูง
โดยเหตุปัจจัยมาจาก 3 ประเด็นหลักๆ คือ 1. ผลประกอบการไตรมาส 3/69 ของหุ้นขนาดใหญ่หลายกลุ่มออกมาต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างและปิโตรเคมี เช่น SCC ซึ่งมีน้ำหนักมากในทั้งสองกลุ่ม
2. ปัจจัยลบเฉพาะตัวของ DELTA ถูกกดดันจากความกังวลเรื่องแผนขยายโรงงานของบริษัทแม่ในมาเลเซีย ซึ่ง DELTA มีมูลค่าตลาดเกือบทั้งหมดของกลุ่ม ETRON กลุ่มนี้จึงปรับลงแรงที่สุด ขณะเดียวกันหุ้นโรงกลั่นได้รับผลกระทบจากมาตรการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตรในเดือน พ.ย. 2569 ซึ่งกดดันค่าการกลั่นของตัวบริษัท
3. ราคาน้ำมันดิบย่อตัวแรง จากความคืบหน้าในการเจรจาลดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลลบต่อกลุ่มพลังงาน (ENERG ลดลง 4.67%) และปิโตรเคมี
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำ 3 ธีมเด่นช่วงนี้ น่าจะทำให้พอร์ตของนักลงทุนผันผวนน้อยกว่าตลาดฯธีม 1 คือ ANTI-COMMODITY ได้แก่ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานลดลง ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้า (BGRIM, GPSC, GULF) ที่ต้นทุนก๊าซลดลง สายการบิน (THAI, BA) ที่ค่าน้ำมันเครื่องบินลดลง และ OSP ที่ต้นทุนบรรจุภัณฑ์และพลังงานลดลง
ธีม 2 คือ ANTI-YIELD ได้แก่ หุ้นที่ได้ประโยชน์เมื่อ BOND YIELD ชะลอลง เพราะต้นทุนทางการเงินลดลง เช่นกลุ่มสินเชื่อรายย่อย (SAWAD, MTC) และอสังหาฯ (LH, SC ,SPALI) และ ธีม 3 คือ DEFENSIVE & QUALITY ได้แก่ หุ้นที่มีรายได้มั่นคงและได้รับผลกระทบจากวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ต่ำเช่น กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS, BH) และค้าปลีก (CPN)
ยอดนิยม
ADVANC ฟาดกำไรสนั่น 1.35 หมื่นลบ. พุ่ง 12% รับค่าบริการเพิ่ม โบรกฯ ชี้ Q4 โตต่อ เพิ่มเป้าเป็น 445 บาท
ต่างชาติเทหนัก กระหน่ำขายหุ้นไทยอื้อ โบรกฯ ชู 3 ธีมหลบภัยชั้นดี
AOT จ่อโชว์กำไรพุ่ง! โบรกฯ คาด Q4 โกย 4.9 พันลบ.โต 23% รับผลดีขึ้นค่า PSC
TTB-TISCO รับส้มหล่น ภาษีนำเข้า EV ใหม่ จุดกระแสเร่งซื้อ ลุ้นยอดสินเชื่อทะลัก