รายงานพิเศษ : EURO เดินเกมรุกตลาดลักชัวรี ผนึกพันธมิตรเป็น “Growth Engine” ขยายฐานลูกค้า–ต่อยอดรายได้

EURO เดินเกมรุกตลาดสินค้าและโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยระดับลักชัวรี ผ่านความร่วมมือกับ SC หวังใช้ฐานลูกค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกันเป็นช่องทางขยายตลาด เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้ากำลังซื้อสูง พร้อมต่อยอดโมเดลพันธมิตรสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในระยะยาว
การสร้างการเติบโตในตลาดลักชัวรีไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ “ช่องทางในการเข้าถึงลูกค้า” ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจได้ บมจ. EURO จึงเดินหน้าความร่วมมือกับ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ในโครงการ “เดอะ เจนทริ คัลทิวาร์ พระราม 9” วิลล่าระดับลักชัวรี ภายใต้แคมเปญ “THE CULTIVAR ATELIER - The Art of Personal Curation” โดยนำเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งจากแบรนด์ระดับโลกมาผสานเข้ากับการออกแบบพื้นที่ภายในบ้าน เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้าน
สำหรับ EURO ความร่วมมือดังกล่าว ถือเป็นการนำจุดแข็งของสองธุรกิจมาเชื่อมต่อกันอย่างชัดเจน โดย EURO มีความเชี่ยวชาญด้านเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง แบรนด์ระดับโลก และการคัดสรรสินค้า ขณะที่ SC มีความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและมีฐานลูกค้าในตลาดระดับบน เมื่อทั้งสองส่วนมาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้ EURO มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ตรงกับตลาดเป้าหมายได้มากขึ้น
จุดสำคัญของกลยุทธ์นี้อยู่ที่ “ฐานลูกค้าของพันธมิตร” ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นช่องทางขยายตลาดให้กับ EURO ได้โดยตรง เพราะลูกค้าที่ซื้อบ้านระดับลักชัวรีมีแนวโน้มที่จะเป็นกลุ่มเดียวกับลูกค้าที่ต้องการเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งระดับพรีเมียม การเข้าไปอยู่ในโครงการตั้งแต่ช่วงการออกแบบบ้าน จึงเปิดโอกาสให้ EURO สามารถนำเสนอสินค้าได้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากกว่าการรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเอง
ขณะเดียวกัน การมีพันธมิตรยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายตลาด เพราะ EURO สามารถใช้ประโยชน์จากช่องทาง ฐานลูกค้า และเครือข่ายของพันธมิตรในการสร้างโอกาสใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างฐานลูกค้าขึ้นมาใหม่ทั้งหมดด้วยตัวเอง นั่นหมายถึงโอกาสในการลดระยะเวลาในการเข้าถึงลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพของการทำตลาด โดยเฉพาะในตลาดลักชัวรีที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ประสบการณ์ และการบริการเฉพาะบุคคล
นอกจากนี้ ความร่วมมือยังสามารถสร้างโอกาสในการ Cross-selling และต่อยอดสินค้า ได้มากขึ้น เพราะลูกค้าที่เข้ามาซื้อหรือเลือกบ้านในโครงการสามารถได้รับการนำเสนอเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่เหมาะสมกับพื้นที่ตั้งแต่ต้น ทำให้ EURO ไม่ได้มีโอกาสขายสินค้าเพียงหนึ่งชิ้น แต่สามารถต่อยอดไปสู่การตกแต่งพื้นที่ทั้งบ้าน หรือการนำเสนอสินค้าในกลุ่มอื่นที่อยู่ภายใต้พอร์ตโฟลิโอของบริษัท
อีกประเด็นที่มีความสำคัญคือ การทำงานร่วมกับพันธมิตรระดับองค์กรช่วยให้ EURO สามารถยกระดับบทบาทจาก “ผู้ขายเฟอร์นิเจอร์” ไปสู่ “ผู้ร่วมสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัย” เพราะบริษัทเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่การคัดเลือกสินค้า การออกแบบพื้นที่ ไปจนถึงการสร้างบรรยากาศและเอกลักษณ์ของบ้าน ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ที่สำคัญ ความร่วมมือกับ SC สามารถเป็นต้นแบบของการสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจ เพราะเมื่อ EURO มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีกลุ่มลูกค้าเดียวกัน บริษัทก็สามารถนำโมเดลนี้ไปต่อยอดกับพันธมิตรรายอื่นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นักออกแบบ สถาปนิก โรงแรม หรือธุรกิจไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม ซึ่งล้วนสามารถเป็นช่องทางในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเดียวกันได้
ดังนั้น ประโยชน์ของการมีพันธมิตรจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่รายได้จากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ยังครอบคลุมถึง การขยายฐานลูกค้า เพิ่มช่องทางขาย สร้างโอกาส Cross-selling ยกระดับแบรนด์ และเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ ขณะที่ EURO สามารถใช้จุดแข็งด้านแบรนด์ระดับโลกและความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
กลยุทธ์ดังกล่าวจึงน่าจับตาในฐานะอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้ EURO ขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะแทนที่จะเติบโตจากการเพิ่มจุดขายเพียงอย่างเดียว บริษัทกำลังใช้ “พลังของพันธมิตร” เป็นตัวช่วยขยาย Reach ไปยังลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และสร้างโอกาสให้สินค้าเข้าไปอยู่ในทุกช่วงของการสร้างพื้นที่อยู่อาศัย ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการตกแต่ง
หากสามารถต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีฐานลูกค้าใกล้เคียงกันได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเพิ่มช่องทางให้ EURO สร้างฐานลูกค้าใหม่และเพิ่มโอกาสทางรายได้ในระยะยาว พร้อมวางตำแหน่งบริษัทให้แข็งแกร่งขึ้นในตลาดสินค้าและโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรี