กระดานข่าว

SCB EIC คาดศก.ไทยปี 69 โต 2.2% แรงหนุน จากวัฏจักรลงทุน AI โลก-FDI กลุ่มดิจิทัล-เทคโนโลยี


15 กันยายน 2569

S__59744416.jpg

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2.2% และปี 2570 โต 2.1% ได้แรงหนุนจากวัฏจักรลงทุน AI โลก ดันส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และ FDI กลุ่มดิจิทัล-เทคโนโลยี ขณะที่การฟื้นตัวยังเป็นแบบ K-Shaped เหตุการลงทุน-ส่งออกพึ่งพาการนำเข้าสูงและเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศจำกัด พร้อมเตือน 3 ความเสี่ยง สงครามตะวันออกกลาง-สงครามการค้า-เอลนีโญ ต้องติดตาม

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 2.2% และในปี 2570 ขยายตัว  2.1% โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ที่ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยี

โดยการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 16% และปีหน้าที่ 5.5% ส่วนการนำเข้าในปีนี้คาดขยายตัว 28% และปีหน้าคาดขยายตัวได้ 4.8% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.9% และในปีหน้าที่ 1%

ทั้งนี้แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดี แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-Shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ เนื่องจากการลงทุนและการส่งออกที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูง และเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs จำนวนมากยังเผชิญกับความเปราะบางด้านรายได้ และหนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ

ส่วนปี 70 SCB EIC  คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ใกล้เคียงปีนี้ แม้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงเม็ดเงินลงทุนภาครัฐบางส่วนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น 

ทั้งนี้ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงสำคัญจาก (1) มาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็น Excess capacity และ Transshipment (2) Super El Niño อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร ส่งผลต่อรายได้ภาคเกษตรและกำลังซื้อในส่วนภูมิภาค รวมถึงสร้างแรงกดดันด้านสูงต่อราคาสินค้าหมวดอาหาร (3) ความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลก และ (4) ความเปราะบางของรายได้ครัวเรือนและ SMEs ซึ่งอาจกดดันการบริโภคและธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ

“มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ผลต่อเศรษฐกิจจะขึ้นกับความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มและการสร้างงานในประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ ขณะเดียวกันความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจาก Super Ei Nino จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันต้นทุน รายได้ และการบริโภค โดยเฉพาะครั้วเรือนและ SMEs ที่เปราะบางอยู่แล้ว” ดร.ยรรยงกล่าว

SCB EIC ประเมินด้วย ว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปี 2570 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและไม่ทั่วถึง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีที่มาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก ทั้งราคาพลังงานและราคาอาหารสด โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยลดลงในช่วงที่เหลือของปี 2569 เฉลี่ยทั้งปีอยู่ภายในกรอบเงินเฟ้อ  แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม Emerging Markets แต่ภาวะการเงินไทยยังค่อนข้างตึงตัว 

ส่วนหนึ่งจากแรงกดดันภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นผ่าน Bond yields ที่สูงขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยสูงขึ้นบ้าง ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ กลุ่มลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ยังเผชิญภาวะสินเชื่อตึงตัวตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังอ่อนแอ 

ดังนั้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลิตภาพ จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย

SCB