สินทรัพย์ดิจิทัล/ทองคำ

YLG ชี้ทองยังไม่จบรอบขาขึ้น ผ่าน 4,500 ดอลลาร์ ลุ้นเป้าสิ้นปี 5,000 ดอลลาร์


07 กันยายน 2569

photo2.jpg

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า แม้ราคาทองคำในระยะสั้นยังมีโอกาสผันผวน แต่มุมมองระยะยาวยังคงเป็นบวก โดยคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสกลับขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 นักลงทุนจึงควรวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับต้นทุน เงินทุนที่มีอยู่ และระยะเวลาการลงทุน

สำหรับนักลงทุนที่มีทองคำต้นทุนสูงอยู่ในพอร์ต หากไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินและสามารถถือครองระยะยาวได้ แนะนำให้ถือต่อเพื่อรอจังหวะราคาฟื้นตัว ส่วนผู้ที่ยังมีเงินทุนเพิ่มเติม สามารถแบ่งการลงทุนออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

1.  การลงทุนระยะสั้น ใช้กลยุทธ์เข้าซื้อบริเวณแนวรับและขายทำกำไรเมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้าน เพื่อนำกำไรมาช่วยเฉลี่ยและลดต้นทุนทองคำเดิมในพอร์ต

2.  การลงทุนระยะกลาง อาจไม่จำเป็นต้องซื้อขายเป็นรายวัน แต่สามารถทยอยลงทุนเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน โดยเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวและทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาปรับขึ้น

"นักลงทุนระยะกลาง ใช้จังหวะที่ราคาปรับตัวลงเข้าซื้อ และทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาฟื้นตัวขึ้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนที่ถือครองระยะยาว นักลงทุนระยะสั้น หรือนักลงทุนระยะกลาง ยังสามารถใช้ความผันผวนของราคาทองคำในช่วงปรับฐานเป็นโอกาสบริหารพอร์ต สร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม และช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยของทองคำที่ถือครองอยู่ได้" นางพวรรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ หากราคาทองคำโลกสามารถผ่านระดับ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นเหนือบริเวณ 69,000 บาทต่อบาททองคำได้อย่างมั่นคง จะเป็นสัญญาณบวกที่เปิดโอกาสให้ราคากลับขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมอีกครั้ง โดย YLG ประเมินกรอบราคาทองคำโลกในช่วงสิ้นปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 4,900–5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสอยู่ที่ประมาณ 77,000 บาทต่อบาททองคำ

อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่อาจจำกัดการปรับขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปี คือ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ฯ (เฟด) ซึ่งยังมีโอกาสดำเนินนโยบายในลักษณะเข้มงวด หรือ Hawkish หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ไม่ไกลตามที่ตลาดคาดการณ์

สิ่งที่ต้องจับตาคือเงื่อนไขที่ทำให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งพันธกิจหลักของเฟด 2 ประการ คือ การจ้างงานสูงสุด (Maximum Employment) และควบคุมอัตราเงินเฟ้อ (Price Stability) ไว้ที่เป้าหมาย 2% ต่อปี   โดยล่าสุดกระทรวงแรงงานสหรัฐ ได้ประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์ที่ 56,000 ตำแหน่ง และยังปรับเพิ่มตัวเลขในเดือนมิ.ย.และก.ค. ขึ้นรวม 55,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย และกดดันทองคำ

ดังนั้น ข้อมูลเงินเฟ้อหลังจากนี้ หากขยายตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ความเสี่ยงที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 เดือนก.ย. จะเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 58%  แต่กลับกันหากเงินเฟ้อชะลอตัวลงเฟดก็มีโอกาสคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% เช่นกัน  ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลง Christopher Waller ผู้ว่าการเฟด ว่าหากข้อมูลเงินเฟ้อที่จะประกาศเห็นสัญญาณการชะลอตัวลง เขาจะสนับสนุนให้เฟดคงดอกเบี้ย พร้อมชี้ควรให้โอกาสการชะลอตัวของเงินเฟ้อได้ทำงาน (Give disinflation a chance)

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนต่างจับตาเป็นพิเศษว่าดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ที่กำลังจะประกาศในวันศุกร์ที่ 11 กันยายนนี้จะชะลอตัวลงหรือไม่ โดยตลาดคาดการณ์ว่าดัชนี Core CPI เดือนสิงหาคม จะอยู่ที่ 2.4% y/y ต่ำกว่าเดือนกรกฎาคมที่ 2.5% y/y

นอกจากนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากอาจสร้างความผันผวนและกดดันราคาทองคำในระยะสั้น นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งทิศทางดอกเบี้ย สัญญาณจากเฟด และสถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม YLG ยังคงประเมินว่าทิศทางทองคำในระยะยาวเป็นขาขึ้น และมีโอกาสกลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมได้อีกครั้งหลังไตรมาส 2/2570

YLG