รายงานพิเศษ : SMD100 พลิกเกมธุรกิจการแพทย์ หนุน ESG สร้างนวัตกรรมความแตกต่าง เสริมศักยภาพ Medical Hub ดันการเติบโต

ท่ามกลางสังคมผู้สูงวัยและความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น SMD100 เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ควบคู่การดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและโอกาสเติบโตในระยะยาว
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิด ESG หรือ Environmental, Social and Governance ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจทั่วโลก จากเดิมที่ถูกมองเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร
ปัจจุบัน นักลงทุนสถาบัน กองทุนขนาดใหญ่ รวมถึงสถาบันการเงินต่างให้ความสำคัญกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG มากขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าบริษัทที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและลดความเสี่ยงทางธุรกิจได้ดีกว่าในระยะยาว
สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์ ESG มีความสำคัญมากกว่าหลายอุตสาหกรรม เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของมิติด้านสังคม หรือ Social Impact
บมจ.เอสเอ็มดี ไรส์ (SMD100) เป็นหนึ่งในองค์กรที่นำแนวคิด ESG มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจหลักอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการสร้างประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) ให้แก่เยาวชน ประชาชน และผู้ที่สนใจ
โครงการดังกล่าวสะท้อนแนวคิด ESG ที่เป็นรูปธรรม เพราะช่วยยกระดับความรู้ด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน และช่วยสร้างความตระหนักด้านสุขภาพให้กับสังคมในวงกว้าง
นอกจากการสร้างคุณค่าทางสังคมแล้ว SMD100 ยังเดินหน้าค้นหาและนำเข้านวัตกรรมทางการแพทย์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและช่วยยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขของประเทศ
เทคโนโลยีที่บริษัทให้ความสำคัญครอบคลุมตั้งแต่ระบบ AI สำหรับตรวจจับมะเร็งปอดจากภาพ CT เทคโนโลยีตรวจคัดกรองมะเร็งจากเลือด ระบบห้องจ่ายยาอัตโนมัติ เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง เครื่องเร่งอนุภาคโปรตอน ไปจนถึงหุ่นยนต์ผ่าตัดอัจฉริยะที่สามารถรับรู้แรงสัมผัสได้ใกล้เคียงกับการผ่าตัดโดยแพทย์จริง
เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา แต่ยังช่วยลดภาระงานของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในยุคที่หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย
หากพิจารณาในมิติ ESG จะพบว่านวัตกรรมทางการแพทย์เหล่านี้เป็นการลงทุนที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างชัดเจน เพราะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
ขณะเดียวกัน แนวโน้มของภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับ Health Tech และ Medical Innovation มากขึ้น เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในเวลาเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย การก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มรูปแบบกำลังส่งผลให้ความต้องการใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐยังมีเป้าหมายผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ หรือ Medical Hub ของภูมิภาค
เป้าหมายดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนด้านเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับมาตรฐานการรักษา ซึ่งล้วนเป็นทิศทางเดียวกับที่ SMD100 กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้นการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ของ SMD100 ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ดี แต่ยังช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในอนาคต เนื่องจากโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขมีแนวโน้มลงทุนในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดต้นทุนการดำเนินงานมากขึ้น
นอกจากนี้ การมีบทบาทในการยกระดับระบบสาธารณสุขและการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับหน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัท
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า SMD100 กำลังใช้ ESG เป็นกลไกขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและสังคม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน การส่งเสริมนวัตกรรมทางการแพทย์ หรือการสนับสนุนเป้าหมาย Medical Hub ของประเทศไทย