รายงานพิเศษ : SUPER รับอานิสงส์สัมพันธ์ไทย-เวียดนาม พลังงานสีเขียวเปิดประตูลงทุนรอบใหม่ ฐานโรงไฟฟ้า 1,300 MW หนุนรายได้โตยั่งยืน

การยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม กำลังกลายเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ซึ่งได้รับการผลักดันให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตของภูมิภาคอาเซียน
ในงาน Thailand-Viet Nam Investment and Business Networking 2026 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เวียดนามมีจุดแข็งด้านการผลิตเพื่อการส่งออก บุคลากรด้านดิจิทัล และเครือข่ายการค้าเสรี ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง หากทั้งสองประเทศสามารถเชื่อมโยงจุดแข็งเข้าด้วยกัน จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการขยายตลาดใหม่ได้อย่างมหาศาล
หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ กรอบ "Three Connects" หรือ 3 การเชื่อมโยง ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “พลังงานสะอาด” กำลังถูกยกระดับเป็นยุทธศาสตร์ร่วมของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังระบุว่า รัฐบาลไทยพร้อมผลักดันความร่วมมือใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม พร้อมตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยและเวียดนามให้แตะระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเร็วที่สุด
การที่พลังงานสะอาดถูกบรรจุเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก
สำหรับเวียดนาม ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และการย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน
รายงานด้านพลังงานของเวียดนามประเมินว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบไฟฟ้าแห่งชาติ
ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติ หรือ PDP8 รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 รวมถึงลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว
ทำให้ บมจ.ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น (SUPER) หนึ่งในผู้ประกอบการไทยอยู่ในตำแหน่งได้เปรียบอย่างมาก จากการเข้าไปลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของเวียดนามตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการเติบโตอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
ปัจจุบัน SUPER มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 9 โครงการ มีกำลังการผลิตรวม 836.72 เมกะวัตต์ และมีโครงการพลังงานลมอีก 5 โครงการ กำลังการผลิตรวม 471 เมกะวัตต์ ส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนในเวียดนามรวมกว่า 1,307 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40-45% ของกำลังการผลิตรวมทั้งหมดของกลุ่ม SUPER สะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามได้กลายเป็นหนึ่งในฐานรายได้ที่สำคัญที่สุดของบริษัทในปัจจุบัน และจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามภายใต้กรอบ Three Connects โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงาน ยังมีแนวโน้มสร้างโอกาสการลงทุนใหม่อีกจำนวนมากในอนาคต ทั้งในรูปแบบโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงาน และโรงไฟฟ้าขยะ ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของ SUPER
ด้านนายจอมทรัพย์ โลจายะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SUPER เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการมองหาโอกาสลงทุนใหม่ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเจรจาพันธมิตรเพื่อร่วมพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าขยะในอนาคต
การเดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก และช่วยสร้างฐานรายได้ใหม่ที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการในระยะยาว
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า SUPER อยู่ในจุดที่พร้อมรับประโยชน์จากทั้งปัจจัยมหภาคและปัจจัยเฉพาะตัวของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นระหว่างไทยและเวียดนาม นโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวของทั้งสองประเทศ การเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในเวียดนาม และฐานการลงทุนพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ที่บริษัทสร้างไว้ล่วงหน้าแล้ว
ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงของรายได้และกระแสเงินสดในปัจจุบัน แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต