รายงานพิเศษ : SUSCO ปักธงธุรกิจพลังงานครบวงจร ปั๊มน้ำมัน-Non Oil-EV ดันรายได้อนาคตแข็งแกร่ง

จากธุรกิจค้าปลีกน้ำมันสู่ผู้ให้บริการพลังงานครบวงจร SUSCO เดินหน้าขยายสถานีบริการ เพิ่มรายได้จาก Non-Oil และเร่งสร้างระบบนิเวศ EV ครอบคลุมทั้งการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า บริการเช่าซื้อ และสถานีชาร์จไฟฟ้า สร้างฐานรายได้ระยะยาวรองรับการเติบโตในอนาคต
บมจ.ซัสโก้ (SUSCO) กำลังเดินหน้าตามยุทธศาสตร์การเติบโตครั้งสำคัญ จากผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงานครบวงจร โดยมีทั้งธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ธุรกิจ Non-Oil และธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการค้าปลีกน้ำมันที่มีเครือข่ายสถานีบริการครอบคลุมและมีการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ยังคงมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยว การขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว
นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ SUSCO ระบุ บริษัทวางแผนขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 10 แห่งในปีนี้ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าขยายสถานีบริการให้ครบ 280 แห่งภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า
การขยายเครือข่ายสถานีบริการถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มปริมาณจำหน่ายน้ำมัน และช่วยขยายฐานลูกค้าไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ มากขึ้น โดยทุกสาขาที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงสร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางต่อยอดธุรกิจอื่นภายในสถานีบริการ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ต่อพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากธุรกิจน้ำมันแล้ว SUSCO ยังให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้จากธุรกิจ Non-Oil มากขึ้น ผ่านโครงการ SUSCO SQUARE ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 4 แห่ง โดยสาขาปิ่นเกล้าที่เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2569 ถูกพัฒนาให้เป็นต้นแบบสำหรับการขยายธุรกิจในอนาคต
จุดเด่นของโมเดลดังกล่าวอยู่ที่การสร้างรายได้ประจำจากค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมถึงการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมัน ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น และช่วยเสริมความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าในระยะยาว
ธุรกิจ Non-Oil ยังมีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงกว่าและมีความผันผวนน้อยกว่ารายได้จากการจำหน่ายน้ำมัน
อีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังได้รับความสนใจคือ ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่ง SUSCO เริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตที่ชัดเจน โดยในปี 2568 บริษัทมียอดขายรถ EV เพิ่มขึ้นถึง 60% แตะระดับ 3,758 คัน สะท้อนถึงการตอบรับที่ดีของผู้บริโภคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด
บริษัทประเมินว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2569 จะยังเติบโตต่อเนื่องราว 5.5-6% จากแรงสนับสนุนของภาครัฐ รวมถึงการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จไฟฟ้าและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ SUSCO จึงวางแผนต่อยอดธุรกิจ EV ให้ครบวงจรมากขึ้น ทั้งการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า การให้บริการเช่าซื้อ และธุรกิจเช่ารถ EV โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนรถในระบบไม่น้อยกว่า 500 คันภายใน 2 ปีข้างหน้า
หากแผนดังกล่าวดำเนินไปตามเป้าหมาย ธุรกิจ EV จะกลายเป็น New S-Curve สำคัญที่ช่วยสร้างรายได้และกำไรในอนาคต รวมถึงช่วยลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจน้ำมันเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าลงทุนด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการติดตั้ง EV Charger และ Solar Rooftop ภายในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ปัจจุบันมีการติดตั้ง EV Charger แล้ว 58 สถานี รวม 143 หัวชาร์จ และติดตั้ง Solar Rooftop แล้ว 53 สถานี
การลงทุนดังกล่าวไม่เพียงรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถ EV เท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของสถานีบริการในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน และสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจบริการด้านพลังงานในอนาคต
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า SUSCO กำลังเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจค้าปลีกน้ำมันแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงานครบวงจรที่มีรายได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งจากน้ำมัน ธุรกิจ Non-Oil และธุรกิจ EV ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตและสร้างความมั่นคงให้กับผลประกอบการในระยะยาว