รายงานพิเศษ : SPREME ปั้น Recurring Income สร้างกระแสเงินสดมั่นคง รับโอกาส Digital Infrastructure

ธุรกิจบริการและสัญญาเช่ากำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของ SPREME หลังรายได้เติบโตกว่า 3 เท่าจากปีก่อน สะท้อนความสำเร็จในการสร้างรายได้ประจำระยะยาว ขณะที่งานด้าน Digital Infrastructure ภาครัฐยังเปิดโอกาสการเติบโตต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มปรับตัวจากรูปแบบการรับงานโครงการแบบครั้งคราว (Project-Based Business) ไปสู่โมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Revenue) มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว
หนึ่งในบริษัทที่กำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอย่างชัดเจน คือ บมจ.สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (SPREME) ซึ่งกำลังพัฒนาตัวเองจากผู้ให้บริการด้าน System Integrator ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัลแบบครบวงจรที่มีรายได้ต่อเนื่องในระยะยาว
ซึ่งผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของทิศทางดังกล่าว โดยบริษัทมีรายได้รวม 377.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112.06% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 24.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.60% และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 15.04%
แม้ว่ารายได้จากการจำหน่ายสินค้าและติดตั้งระบบยังคงเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจ แต่รายได้จากภาคบริการก็มีการเติบโตอย่างโดดเด่น และกำลังกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของบริษัทในอนาคต
ความโดดเด่นของรายได้ประเภทนี้อยู่ที่การสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ ต่างจากรายได้จากการขายสินค้าและติดตั้งระบบที่มักเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวตามรอบการส่งมอบโครงการ
ดังนั้นการมีสัดส่วนรายได้ประจำเพิ่มขึ้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ เนื่องจากช่วยให้บริษัทสามารถคาดการณ์รายได้ในอนาคตได้แม่นยำขึ้น ลดความผันผวนของผลประกอบการ และเสริมเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว
SPREME จึงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างรายได้ผ่านสัญญาเช่า บริการบำรุงรักษา และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างฐานรายได้ประจำระยะยาว กลยุทธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนด้าน Digital Infrastructure ของภาครัฐ ซึ่งยังมีความต้องการใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ระหว่างการเร่งยกระดับสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ
อีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนศักยภาพการเติบโตของบริษัท คือ มูลค่างานในมือ (Backlog) ที่อยู่ในระดับสูงถึง 5,412.36 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/2569
Backlog ดังกล่าวถือเป็นฐานรายได้ล่วงหน้าที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถทยอยส่งมอบและรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2569 ไปจนถึงปี 2574 ซึ่งช่วยเพิ่มความชัดเจนของแผนธุรกิจในระยะยาว และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต
สำหรับปี 2569 บริษัทคาดว่าจะรับรู้รายได้จาก Backlog ภายในช่วงที่เหลือของปีประมาณ 1,015 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในช่วงปี 2570-2574 ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผลประกอบการ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าประมูลงานใหม่เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการด้าน Digital Infrastructure และเทคโนโลยีสารสนเทศของภาครัฐ ซึ่งยังมีแนวโน้มขยายตัวตามนโยบายการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ
นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มั่นใจผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 จะเติบโตต่อจากไตรมาสแรก จากการทยอยส่งมอบงานตามแผนและการรับรู้รายได้จากสัญญาเช่าและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน การคัดเลือกโครงการที่มีอัตรากำไรเหมาะสม และการรักษาสมดุลของโครงสร้างรายได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรควบคู่ไปกับการเติบโตของรายได้
ดังนั้นจะเห็นว่า SPREME กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการขายและติดตั้งระบบ ไปสู่โมเดลธุรกิจที่มีรายได้ประจำและกระแสเงินสดต่อเนื่องมากขึ้น ผ่านสัญญาเช่า บริการบำรุงรักษา และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
การเติบโตของรายได้บริการมากกว่า 3 เท่า ประกอบกับ Backlog ในระดับกว่า 5,400 ล้านบาท และโอกาสจากโครงการ Digital Infrastructure ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของบริษัทในปี 2569 และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต