รายงานพิเศษ : NER เด่นรับเทรนด์อุตสาหกรรมโต วัฏจักรยางพาราเริ่มเปลี่ยนทิศ ราคาขายสูงขึ้น หนุนรายได้ผู้ผลิตไทย

ภาพรวมอุตสาหกรรมยางพาราในปีนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย ทั้งความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของผลผลิต และแนวโน้มราคาที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ NER มีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงจากการปรับขึ้นของราคาขาย และสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว
อุตสาหกรรมยางพาราของไทยในปี 2569 กำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้ยางธรรมชาติในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มยางพารา โดยเฉพาะ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ หรือ NER ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของประเทศ
สัญญาณบวกดังกล่าวสะท้อนผ่านข้อมูลจากหลายหน่วยงานภาครัฐ โดยล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้มีมติปรับลดมาตรการกำกับดูแลด้านการแสดงราคาสินค้าและบริการสำหรับยางพารา เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะตลาดปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ตลาดที่มีเสถียรภาพมากขึ้น และความเชื่อมั่นต่อกลไกตลาดที่สามารถขับเคลื่อนราคาได้อย่างเหมาะสม
ขณะที่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายน 2569 รายได้เกษตรกรขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการใช้ทดแทนยางสังเคราะห์ในอุตสาหกรรมถุงมือยางและอุตสาหกรรมยางล้อ
นอกจากด้านราคาแล้ว ปริมาณผลผลิตยางพารายังขยายตัวต่อเนื่อง จากจำนวนวันกรีดที่เพิ่มขึ้นหลังปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้น ถือเป็นปัจจัยบวกต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมยางโดยรวม
เมื่อพิจารณาแนวโน้มตลาดโลก จะพบว่าความต้องการใช้ยางธรรมชาติยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคการผลิตยางล้อรถยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ใช้ยางธรรมชาติมากที่สุดของโลก รวมถึงอุตสาหกรรมทางการแพทย์และถุงมือยางที่ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง
อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนราคายาง คือ ราคาน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์เพิ่มขึ้น และกระตุ้นให้ผู้ผลิตบางส่วนหันกลับมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ ธปท. ระบุว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผลักดันราคายางพาราในปีนี้
สำหรับทิศทางในช่วงครึ่งปีหลัง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าราคายางยังมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์โลกที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ความเสี่ยงด้านอุปทานยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศและความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปลายปี ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิตในหลายประเทศผู้ผลิตยางรายสำคัญ
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว NER ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการปรับตัวขึ้นของราคายางโลก เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์สามารถปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาด ขณะที่ปริมาณคำสั่งซื้อยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NER ระบุว่า ราคายางพาราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเริ่มสะท้อนผลบวกต่อธุรกิจตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 และคาดว่าจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากความต้องการใช้ยางธรรมชาติยังอยู่ในระดับสูง
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่ประเมินว่า ไตรมาส 1/2569 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี ก่อนที่ผลประกอบการจะทยอยฟื้นตัวตามราคายาง SICOM ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงที่ได้รับประโยชน์จากราคาขายใหม่อย่างเต็มที่
บล.หยวนต้าคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ของ NER อยู่ที่ประมาณ 1,730 ล้านบาท เติบโต 5.8% จากปีก่อน และยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 5.60 บาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในระยะข้างหน้า
ในมุมของนักลงทุน การเข้าสู่รอบขาขึ้นของอุตสาหกรรมยางพาราถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตของรายได้และกำไรของ NER โดยเฉพาะหากราคายางยังสามารถยืนอยู่ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่องตลอดครึ่งปีหลัง
หากแนวโน้มราคายางโลกยังเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ปี 2569 อาจเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมยางพาราของไทยกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง และ NER ก็มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากวัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ของอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่การเติบโตของผลประกอบการและผลตอบแทนที่น่าสนใจสำหรับผู้ถือหุ้นในระยะยาว