รายงานพิเศษ : SCC เสริมเกราะการเงิน รับศึกปิโตรเคมีโลก สร้างการเติบโตระยะยาว

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ตัดสินใจขายหุ้น CAP ในอินโดนีเซียมูลค่าเกือบ 2.5 หมื่นล้านบาท เป็นกลยุทธ์สำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สะท้อนความพร้อมขององค์กรในการรับมือทุกความท้าทายและสร้างการเติบโตระยะยาว
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความผันผวนของราคาพลังงาน และแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลก บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) กลับเลือกเดินเกมเชิงรุกด้วยการปรับโครงสร้างการลงทุนครั้งสำคัญ ผ่านการทยอยจำหน่ายหุ้นใน PT Chandra Asri Pacific Tbk (CAP) ประเทศอินโดนีเซีย คิดเป็นสัดส่วน 14.9% มูลค่ารวมประมาณ 24,900 ล้านบาท
แม้ในมุมมองของตลาด การขายหุ้นอาจถูกมองเป็นเพียงรายการทางการเงินทั่วไป แต่หากพิจารณาในเชิงกลยุทธ์แล้ว ธุรกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์การบริหารเงินทุนที่ชัดเจนของ SCC ในการเพิ่มความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว
ภายหลังการขายหุ้นดังกล่าว SCC ยังคงถือหุ้นใน CAP อีก 15.7% และยังคงสถานะการลงทุนในบริษัทต่อไป นั่นหมายความว่าบริษัทไม่ได้ถอนตัวออกจากการลงทุน แต่เลือกปลดล็อกมูลค่าบางส่วนที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพื่อนำเงินทุนกลับมาเสริมความแข็งแรงให้กับองค์กรในช่วงเวลาที่เหมาะสม
มุมมองจากนักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า ดีลนี้เป็นบวกต่อทั้ง SCC และ SCGC เพราะสอดคล้องกับกลยุทธ์ลดภาระหนี้และเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน โดยเงินสดจำนวนมหาศาลที่ได้รับจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากภาระดอกเบี้ยในช่วงที่ต้นทุนทางการเงินยังอยู่ในระดับสูง
ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 SCC มีหนี้สินสุทธิอยู่ที่กว่า 277,000 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 4.7 เท่า การนำเงินบางส่วนจากการขายหุ้น CAP ไปชำระคืนหนี้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี และส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินปรับตัวดีขึ้นทันที สะท้อนฐานะการเงินที่มั่นคงมากขึ้น
ความแข็งแกร่งทางการเงินถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เพราะนอกจากจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนแล้ว ยังเพิ่มศักยภาพในการลงทุนเพื่อรองรับโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
หนึ่งในโครงการสำคัญที่ SCC ให้ความสำคัญคือการเพิ่มการใช้ก๊าซอีเทนเป็นวัตถุดิบในโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มความสามารถแข่งขันของธุรกิจปิโตรเคมีในระยะยาว เนื่องจากอีเทนมีต้นทุนต่ำกว่าแนฟทา และช่วยเพิ่มอัตรากำไรให้กับธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
แม้ปัจจุบันโรงงาน LSP จะอยู่ระหว่างการปรับปรุงและคาดว่าจะกลับมาดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้เต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2570 ขณะที่โรงงาน ROC ยังอยู่ในสถานะ Warm Shutdown แต่การบริหารจัดการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพของ SCGC ช่วยลดผลกระทบจากการหยุดผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้กำลังการผลิตบางส่วนจะหายไปกว่า 55-60% แต่ผลประกอบการไตรมาสแรกยังสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการบริหารธุรกิจภายใต้ภาวะตลาดที่ท้าทาย โดยได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี หรือ Product Spread ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การปรับขึ้นของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE และ PP เมื่อเทียบกับแนฟทา กลายเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร และหากระดับราคาดังกล่าวยังทรงตัวต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 2 ก็มีโอกาสที่ผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยังไม่คลี่คลายก็ตาม
นอกจากปัจจัยบวกจากการลดหนี้และเพิ่มสภาพคล่องแล้ว นักลงทุนยังจับตาความคืบหน้าของแผนการร่วมลงทุนระหว่าง SCGC และ PTTGC ในธุรกิจโอเลฟินส์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในอนาคต
ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการแข่งขันที่ซ้ำซ้อน และสร้าง Synergy จากการประหยัดต่อขนาด ซึ่งจะช่วยยกระดับอัตรากำไรและเสริมศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าการขายหุ้น CAP ไม่ใช่เพียงธุรกรรมทางการเงินระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อเสริมความแข็งแกร่งขององค์กรในระยะยาว ทั้งในด้านฐานะการเงิน สภาพคล่อง ความสามารถในการลงทุน และศักยภาพการแข่งขัน