รายงานพิเศษ : SAFE เกาะเมกะเทรนด์ผู้มีบุตรยาก โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน ดันดีมานด์ IVF โตระยะยาว

ภาวะแต่งงานช้าและอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง เป็นแรงผลักดันให้ตลาด IVF เติบโตทั่วโลก โดย SAFE มีจุดแข็งด้านอัตราความสำเร็จ เทคโนโลยีตรวจพันธุกรรม และการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์การรักษา สร้างโอกาสขยายฐานลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติในระยะยาว
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภาครัฐและภาคเอกชนต่างให้ความสำคัญกับมาตรการส่งเสริมการมีบุตรมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวกำลังกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก หรือ IVF (In Vitro Fertilization) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจสุขภาพที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาว
ปัจจุบันคู่สมรสจำนวนมากมีแนวโน้มแต่งงานช้าลงและวางแผนมีบุตรในช่วงอายุที่มากขึ้น ส่งผลให้โอกาสเกิดภาวะมีบุตรยากเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ ขณะที่ไลฟ์สไตล์การทำงาน ความเครียด และปัจจัยด้านสุขภาพต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ความต้องการใช้บริการรักษาผู้มีบุตรยากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
บล.กรุงศรีมองว่าธุรกิจ IVF ยังคงได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของจำนวนผู้เข้ารับบริการตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2569 โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ทยอยกลับมาใช้บริการมากขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนรายได้ อัตรากำไร และผลประกอบการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม
หนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากแนวโน้มดังกล่าวคือ บมจ.เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ (SAFE) ผู้นำด้านการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ซึ่งมีจุดแข็งด้านทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์การรักษา และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย
นพ.วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAFE เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขยายธุรกิจผ่านโมเดลพันธมิตรกับโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนในจังหวัดใหญ่ทั่วประเทศ โดยมุ่งเข้าไปเติมเต็มศักยภาพด้านการให้บริการ IVF ให้กับโรงพยาบาลที่มีฐานผู้ป่วยสูตินรีเวชอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและบุคลากรเฉพาะทาง
กลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยให้ SAFE สามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างศูนย์รักษาแห่งใหม่จำนวนมาก ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของ SAFE คือการลงทุนด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทเตรียมเปิดห้องปฏิบัติการตรวจพันธุกรรมแห่งใหม่เพิ่มเติม เพื่อรองรับการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของทารกในอนาคต
นอกจากนี้ SAFE ยังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และคัดเลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพสูง เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและยกระดับอัตราความสำเร็จ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด
การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ SAFE สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการที่มองหาการรักษาระดับพรีเมียม และยังช่วยเสริมศักยภาพในการแข่งขันในตลาด Medical Tourism ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง
ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาของลูกค้าต่างชาติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มเดินทางเข้ามารับบริการในประเทศไทยเพิ่มขึ้น จากความเชื่อมั่นในมาตรฐานการรักษาของไทย รวมถึงคุณภาพการบริการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ซึ่งปี 2569 SAFE ตั้งเป้ารายได้เติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของจำนวนผู้ใช้บริการ การขยายเครือข่ายพันธมิตร การเติบโตของลูกค้าต่างชาติ และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง