Smart Investment

OSP ฟอร์มแรงแซง CBG งบ Q1/69 สะท้อนคนละภาพ โบรกฯชี้เกมครึ่งปีหลังยังเดือด


31 พฤษภาคม 2569

Mr.Data

OSP-ฟอร์มแรงแซง-CBG_S2T-(เว็บ).jpg

หุ้นกลุ่มเครื่องดื่มกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง! หลังผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) และ บมจ.โอสถสภา (OSP) ออกมา “สวนทาง” กันชัดเจน สะท้อนการแข่งขันในตลาดชูกำลังที่ยังดุเดือด ท่ามกลางแรงกดดันจากกำลังซื้อ ต้นทุนวัตถุดิบ และความเสี่ยงตลาดต่างประเทศ

ฝั่ง CBG กำไรสุทธิไตรมาสแรกอยู่ที่ 611 ล้านบาท ลดลง 20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังยอดขายต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดกัมพูชาและกลุ่ม CLMV หดตัวแรงจากปัญหาชายแดนและข้อจำกัดด้านการค้า แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 5,321 ล้านบาท ลดลงเพียง 0.1% แต่รายได้ส่งออกทรุดถึง 40% กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อผลประกอบการ

อย่างไรก็ตาม ตลาดในประเทศยังเป็น “ฐานหลัก” ที่แข็งแรง โดยยอดขายในประเทศเติบโต 13% จากกลยุทธ์ตรึงราคาคาราบาวแดงที่ 10 บาท และการขยายเครือข่ายขายทั่วประเทศ ขณะที่ธุรกิจเบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เริ่มสร้างการเติบโตใหม่ โดยรายได้ขยายตัวมากกว่า 20% สะท้อนความพยายามลดการพึ่งพารายได้จากเครื่องดื่มชูกำลังเพียงอย่างเดียว

ด้านนักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินว่า กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ของ CBG จะฟื้นตัวมาอยู่ที่ราว 637 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน จากแรงหนุนยอดขายในประเทศและธุรกิจจัดจำหน่ายสุรา แม้รายได้ต่างประเทศยังถูกกดดันจากการหายไปของตลาดกัมพูชา รวมถึงต้นทุนอลูมิเนียมและก๊าซที่สูงขึ้นกดดันอัตรากำไร

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารเดินหน้าปรับโมเดลธุรกิจต่างประเทศใหม่ ผ่านการขาย concentrate และให้ OEM ท้องถิ่นผลิตและกระจายสินค้าในอังกฤษ อัฟกานิสถาน และจีน เพื่อสร้าง growth driver ใหม่ทดแทนตลาดกัมพูชา โดยหากโมเดลดังกล่าวประสบความสำเร็จ อาจเริ่มเห็นผลบวกต่อกำไรตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บล.ฟินันเซียไซรัส ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50 บาท

สวนทางกับฝั่ง OSP ที่โชว์ฟอร์มแข็งแกร่ง โดยกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติไตรมาสแรกพุ่งแตะ 1,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.2% จากปีก่อน และโต 40.7% จากไตรมาสก่อน จากแรงหนุนของตลาดเครื่องดื่มในประเทศที่เติบโต 11.4% โดยเฉพาะ “เอ็ม-150 ฝาทอง” และ “ลิโพวิตัน-ดี” ที่ได้รับการตอบรับดี หลังบริษัทเดินหน้าพัฒนาสินค้าพรีเมียมและทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลยังเติบโต 7.4% จากสินค้าใหม่และความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ ส่งผลให้โครงสร้างรายได้ของ OSP มีความหลากหลายมากขึ้น ขณะที่จุดแข็งสำคัญคือการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นแตะ 42.5% และค่าใช้จ่ายขายและบริหารถูกลดลงเกือบ 18% หนุนกำไรเติบโตได้แม้เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

บล.ลิเบอเรเตอร์ ระบุว่า แม้กำไรไตรมาส 2/2569 ของ OSP อาจชะลอลงจากต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่เร่งตัวขึ้น แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับ “รับได้” โดยยอดขายในประเทศยังมีแนวโน้มเติบโตต่อ ขณะที่ตลาดลาวและอินโดนีเซียยังขยายตัวได้ดี ส่วนตลาดเมียนมายังต้องติดตามความคืบหน้าเรื่องใบอนุญาตนำเข้า

นักวิเคราะห์ยังมองว่า OSP ได้เปรียบคู่แข่งจากการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มสัดส่วนสินค้าพรีเมียม ทำให้ผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นจำกัดกว่ากลุ่ม อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ แม้ราคาหุ้นยังถูกกดดันจากความเสี่ยงการหลุด SET50 รอบถัดไป โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20 บาท

ทั้งนี้ ตลาดมองว่าในระยะสั้น OSP ดูโดดเด่นกว่าในแง่ “ประสิทธิภาพทำกำไร” และการบริหารต้นทุน ขณะที่ CBG ยังมีจุดแข็งด้านแบรนด์และโอกาสฟื้นตัวจากตลาดต่างประเทศ หากสถานการณ์ชายแดน CLMV คลี่คลาย

นักลงทุนจึงต้องจับตา 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ กำลังซื้อในประเทศ การฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศ และความสำเร็จของธุรกิจใหม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดศึกชิงส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มไทยในช่วงต่อจากนี้

OSP-ฟอร์มแรงแซง-CBG.jpg