
บทสรุปของกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/69 ที่ออกมาดีกว่าตลาดคาดไว้ ได้ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลากหลายสถาบันเริ่มทยอยปรับเป้ากำไรบริษัทจดทะเบียนและดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ขึ้น พร้อมกับธีมการลงทุนตามด้วยหุ้นเด่นที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในอนาคต
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 69 SET กลับปรับขึ้น 20.5% จากต้นปี โดยมีปัจจัยเร่งสําคัญจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นแรง ซึ่งส่งผลบวกต่อโครงสร้างกําไรของ SET ผ่านกลุ่มพลังงาน จนสามารถช่วยชดเชยผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม Real Sector จนทําให้ล่าสุด
ได้ปรับเพิ่มประมาณการ EPS ปี 2569 ของ SET (Base Case) ขึ้นสู่ 97 บาทต่อหุ้น (จากเดิมที่ 94.1 บาทในช่วงก่อนเกิดข้อพิพาท) ส่งผลให้เป้า SET ปรับขึ้นสู่ 1,550 จุด (อิง P/E 16 เท่า) ภายใต้ GDP ปีนี้ที่คาดเติบโต 1.4% อย่างไรก็ดี GDP ไทยยังมี อัพไซด์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท
โดยหากเบิกจ่ายได้เต็มที่ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คาดจะช่วยหนุน GDP ได้อีก 0.4% ส่งผลให้ INVX มีโอกาสปรับเพิ่ม GDP ปีนี้สู่กรอบ 1.6–1.8% โดยกรณี Best Case คาด GDP จะเติบโตได้ถึง 1.8% ผลักดันให้ EPS ของ SET แตะ 100 บาทต่อหุ้น และหนุนเป้า SET ขึ้นสู่ระดับ 1,600 จุด
ทั้งนี้ 3 ธีมการลงทุนเด่น ประกอบไปด้วยหุ้น Domestic & Laggard Value Play เน้นหุ้น Big-cap ที่ราคายังปรับขึ้นช้ากว่าตลาด ต่างชาติถือครองต่ำ อีกทั้งได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นกําลังซื้อ และยังบริหารต้นทุนได้ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ได้แก่ CPALL CPN GLOBAL BEM TRUE
พร้อมกับหุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตและเป็นหลุมหลบภัยในช่วงที่ตลาดปรับฐาน ได้แก่ BBL KTB PTT AP FTREIT และหุ้น New Normal ที่ได้ประโยชน์จากแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการย้ายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM WHA AMATA
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า ได้ปรับคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของ SET Index ปีนี้ ขึ้นเป็น 95 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน จากการปรับกำไรกลุ่มพลังงานขึ้นเป็นหลัก และปรับคาดการณ์อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ยขึ้นเป็น 7% เนื่องจากหลายบริษัทสามารถควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังคงอิง PE Multiplier เท่าเดิม ที่ 16.5 เท่า ได้เป้าหมาย SET Index สิ้นปีนี้ ที่ 1,560 จุด เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 1,440 จุด
สำหรับธีมการลงทุนช่วงที่เหลือของปีนี้ เน้นเกาะไปกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของรัฐบาล ผนวกกับจุดแข็งของตลาดหุ้นไทย คือ หุ้นปันผลเด่น ที่คาดว่าหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์, สื่อสาร, และพลังงานยังให้ผลตอบแทนโดดเด่นต่อเนื่อง สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำเป็น Core Portfolio ในช่วงที่เหลือของปี โดยอิงมูลค่าหุ้นและปัจจัยทางเทคนิคประกอบ คือ CPALL, GULF, GUNKUL, GLOBAL, SCB, TIDLOR, และ TRUE
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ปรับเพิ่ม SET Target ปี 2569 ขึ้นจาก 1,470 จุดเป็น 1,570 จุด สะท้อนประมาณการ EPS ปี 2569 ปัจจุบันที่ขยับขึ้นจาก 92 บาทเป็น 95 บาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน และ Relate PER ขึ้นจาก 16 เท่า เป็น 16.5 เท่า
โดยสะท้อนมูลค่าหุ้นของกลุ่มเทคโนโลยีที่สูงขึ้น รวมถึงคาดว่ากระแสเงินทุนต่างชาติมีโอกาสทยอยไหลกลับเข้าหาตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปบนสมมติฐานสถานการณ์สงครามจะทยอยผ่อนคลายในช่วงครึ่งปีหลังปี 2569 โดย Top Pick ยังคงเป็น BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ปรับเป้าหมายดัชนีขึ้นเป็น 1,530 จุด จากเดิมที่ 1,385 จุด ด้วยเหตุผล Consensus มีการปรับเพิ่มกำไรต่อหุ้นเป็น 98.75 บาท / หุ้น จากช่วงปลายปี 25 ที่ 95.5 บาท / หุ้น โดย Bloomberg Consensus มีการปรับเพิ่มกำไรต่อหุ้นของดัชนี ที่หุ้นกลุ่ม Electronics และ Energy เนื่องจากกลุ่มพลังงานได้ประโยชน์จากสงคราม และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้ประโยชน์จากกำไรของ DELTA
รวมไปถึงปรับ Multiple ของตลาดขึ้นจาก 14.5 เท่า เป็น 15.5 เท่า จากการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นจากการเลือกตั้งในช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวพบว่ากระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสะสมสุทธิ 1.67 หมื่นล้านบาท สวนทางกับช่วง 3 ปีก่อนหน้าที่มีสถานะขายสุทธิ
ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่สูงขึ้นเฉลี่ยต่อวันในปี 2569 อยู่ที่ 6.3 หมื่นล้านบาทเทียบกับ 2567, 2568 อยู่ที่เพียง 4.5 หมื่นล้านบาทและ 4 หมื่นล้านบาท พร้อมกับ ROE ที่สูงขึ้นในปีนี้ ROE กลับมาใกล้เคียงกับปี 2565 ที่ 9.6% ซึ่งในปี 2565 ซึ่ง PE ที่ 15.5 เท่า เป็นค่าเฉลี่ยในปี 2565