Smart Investment

ตลท. ยกเครื่องกฎซื้อขายครั้งใหญ่ ลดช่องราคาหุ้น-คุมออเดอร์ถี่ เดิมพัน “ความเชื่อมั่น” ตลาดทุนไทย


17 พฤษภาคม 2569

Mr.Data

ตลาดฯ-“ยกเครื่องกฎซื้อขาย”-ครั้งใหญ่_S2T-(เว็.jpg

การประกาศทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความพยายามครั้งสำคัญในการ “รีเซ็ตโครงสร้างตลาด” หลังตลาดหุ้นไทยเผชิญทั้งปัญหาความผันผวน การเก็งกำไรระยะสั้น และเสียงวิจารณ์เรื่องความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างนักลงทุนรายย่อยกับระบบซื้อขายอัตโนมัติ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า เป้าหมายหลักของการปรับปรุงกฎครั้งนี้ คือ การยกระดับความเชื่อมั่น เสริมสภาพคล่อง และทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”

สาระสำคัญของมาตรการใหม่ ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ทั้งการเพิ่มมาตรการใหม่ การลดความผันผวนของตลาด และการกำกับพฤติกรรมซื้อขายที่ไม่เหมาะสม

หนึ่งในมาตรการที่ถูกจับตามากที่สุด คือ การ “ลดช่วงราคาซื้อขาย” หรือ Tick Size สำหรับหุ้นที่มีราคา 5-50 บาท ให้แคบลง จากเดิมที่ราคาหุ้นจะขยับทีละช่วงค่อนข้างกว้าง

ในเชิงโครงสร้าง มาตรการนี้จะช่วยให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวได้ละเอียดขึ้น ลดส่วนต่างระหว่างฝั่งซื้อและฝั่งขาย ทำให้นักลงทุนจับคู่คำสั่งซื้อขายได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยลดต้นทุนแฝงในการซื้อขาย โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง

หากมองในภาพรวม ถือเป็นแนวทางที่หลายตลาดหุ้นทั่วโลกใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขาย และดึงสภาพคล่องกลับเข้าสู่ระบบตลาด

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง การลดช่วงราคาหุ้นให้แคบลง อาจทำให้การแข่งขันระหว่างระบบซื้อขายอัตโนมัติรุนแรงขึ้น เพราะผู้ที่ส่งคำสั่งได้เร็วกว่า จะมีโอกาสได้เปรียบในการตั้งราคา นักลงทุนรายย่อยบางส่วนจึงอาจยังรู้สึกเสียเปรียบ หากไม่มีมาตรการควบคู่ในการดูแลความเป็นธรรม

อีกมาตรการสำคัญ คือ การเตรียมเก็บ “ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม” กับบัญชีที่ส่งคำสั่งซื้อขายจำนวนมาก แต่เกิดการจับคู่ซื้อขายจริงน้อย หรือที่เรียกว่า High Order-to-Trade Ratio

สาระสำคัญ คือ หากบัญชีใดส่งคำสั่งถี่มากผิดปกติ เช่น มีการส่งคำสั่งมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที และมีสัดส่วนคำสั่งต่อการซื้อขายจริงสูงเกินเกณฑ์ จะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม 15 สตางค์ต่อรายการ สำหรับส่วนที่เกิน 30,000 รายการต่อวัน

แม้ฟังดูเป็นมาตรการทางเทคนิค แต่ในทางปฏิบัติ ถือเป็นการส่งสัญญาณตรงไปยังกลุ่มที่ใช้ระบบอัตโนมัติ หรือส่งคำสั่งจำนวนมากเพื่อจับจังหวะราคาในเสี้ยววินาที ซึ่งที่ผ่านมาถูกตั้งคำถามว่าอาจสร้างภาระให้ระบบซื้อขาย และทำให้นักลงทุนทั่วไปแข่งขันได้ยากขึ้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า การเก็บค่าธรรมเนียมลักษณะนี้ จะช่วยให้ต้นทุนสะท้อนการใช้งานระบบจริง และลดพฤติกรรมส่งคำสั่งจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

ขณะเดียวกันยังมีการปรับเกณฑ์ “ขายชอร์ต” เพื่อสกัดแรงกดดันในช่วงตลาดผันผวน โดยหากหุ้นตัวใดราคาร่วงเกิน 10% จากวันก่อนหน้า จะใช้เกณฑ์ควบคุมการขายชอร์ตที่เข้มงวดขึ้นในวันถัดไป เพื่อชะลอแรงขาย

รวมถึงจำกัดให้ขายชอร์ตได้เฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET100 กองทุน ETF DR และหุ้นอ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น

ประเด็นนี้สะท้อนว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามลดความเสี่ยงที่หุ้นขนาดเล็กหรือสภาพคล่องต่ำ จะถูกแรงขายกดดันจนเกิดความผันผวนรุนแรงเหมือนที่ผ่านมา

อีกด้านหนึ่ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเตรียมเพิ่มการกำกับดูแลกลุ่มนักลงทุนที่ใช้ระบบซื้อขายความเร็วสูง หรือ HFT โดยเปลี่ยนจากการดูเพียง “รูปแบบระบบ” มาเน้นวิเคราะห์ “พฤติกรรมซื้อขายจริง” หลังทำรายการเสร็จ เช่น ความถี่ในการส่งคำสั่ง ปริมาณซื้อขาย และสถานะคงค้างสิ้นวัน

แนวทางนี้ ถูกมองว่าใกล้เคียงกับมาตรฐานของหลายตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่พยายามควบคุมพฤติกรรมที่อาจกระทบเสถียรภาพตลาด มากกว่าการปิดกั้นเทคโนโลยีโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เตรียมยกเลิกบางมาตรการเดิมที่ประเมินแล้วว่าไม่ค่อยได้ผล เช่น Minimum Resting Time หรือการกำหนดให้คำสั่งซื้อขายต้องค้างอยู่ในระบบขั้นต่ำ เพราะพบว่ามีธุรกรรมเข้าข่ายมาตรการนี้น้อยมาก และไม่ได้ช่วยลดพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้อย่างมีนัยสำคัญ

...ถือเป็นความพยายามสร้าง “สมดุล” ระหว่างการรักษาสภาพคล่อง กับการควบคุมความผันผวนและพฤติกรรมเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไป

ผลดีในระยะยาว คือ ตลาดอาจมีโครงสร้างที่โปร่งใสขึ้น นักลงทุนรายย่อยมีต้นทุนซื้อขายลดลง ขณะที่หุ้นขนาดเล็กอาจเผชิญแรงกดดันจากการเก็งกำไรลดลง

แต่ในระยะสั้น ตลาดอาจต้องเผชิญผลข้างเคียง ทั้งปริมาณซื้อขายที่อาจชะลอตัว นักลงทุนบางกลุ่มลดการเก็งกำไร รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์และผู้ใช้ระบบอัตโนมัติที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เพิ่มกฎ” แต่คือการทำให้ตลาดกลับมามีความเชื่อมั่น แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม และดึงเม็ดเงินลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทยได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ก่อนเสนอให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พิจารณา โดยคาดว่า หากผ่านความเห็นชอบ มาตรการใหม่อาจเริ่มใช้ได้เร็วที่สุดภายในไตรมาส 3 ปีนี้ และจะคงบังคับใช้อย่างน้อยประมาณ 18 เดือน เพื่อประเมินผลต่อระบบตลาดทุนไทย

ตลาดฯ-“ยกเครื่องกฎซื้อขาย”-ครั้งใหญ่_0.jpg