
ราคาหุ้น KCE ปิดตลาดภาคเช้าพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 33.50 บาท ปรับเพิ่มขึ้นถึง 1.50 บาท หรือคิดเป็น 4.69% โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากมุมมองของสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนที่ชี้ให้เห็นว่าปี 2569 จะเป็นปีทองของกลุ่ม Hyperscalers ที่ทุ่มงบลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI ส่งผลให้หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ DELTA ที่มีสัดส่วนรายได้จาก AI กว่า 50% กลายเป็นผู้นำกลุ่มที่โดดเด่นที่สุด สอดคล้องกับมุมมองของ บล.ฟิลลิป ที่ประเมินว่าอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นตามทิศทางเทคโนโลยีโลก ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทั้ง GDP ไตรมาสแรกของไต้หวันที่ขยายตัวถึง 13.7% และยอดส่งออกของเกาหลีใต้ในเดือนเมษายนที่ทำสถิติสูงสุดเป็นอันดับ 2 จากแรงขับเคลื่อนของ AI เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีแรงซื้อเก็งกำไรในงบการเงินไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาดีเกินคาดของ DELTA ช่วยดึงความสนใจมายังหุ้นตัวอื่นในกลุ่มอย่าง KCE และ HANA อีกด้วย
ทางด้าน บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ได้วิเคราะห์ผ่าน Sector Analysis ว่าในปี 2569 นี้ งบลงทุน (CAPEX) ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่จะพุ่งสูงถึง 82% เมื่อเทียบกับ EBITDA ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดจากระดับปกติที่ 30-40% โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่มาจากยักษ์ใหญ่ 4 รายที่ครองส่วนแบ่งตลาด Data Center ทั่วโลก ซึ่งรอบการลงทุนที่เกิดขึ้นทุก 3 ปีนี้กำลังอยู่ในช่วงการเติบโตที่พุ่งทะยานสูงสุดก่อนจะเริ่มชะลอตัวในปีหน้า สำหรับ KCE ในฐานะผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์แม้จะเผชิญกับสถานการณ์การผลิตรถยนต์ที่ทรงตัว แต่คาดว่ายอดขายยังคงเติบโตได้ 5-10% โดยมีจุดแข็งอยู่ที่การฟื้นตัวของอัตรากำไรจากการปรับราคาสินค้าเพื่อส่งผ่านต้นทุนทองแดงไปยังลูกค้าได้สำเร็จ แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกจะยังมีความกดดันจากราคาทองแดงที่พุ่งสูงกว่า 21% และความผันผวนของค่าเงิน แต่บริษัทก็ได้ตั้งเป้ายอดขายโต 3-5% พร้อมนำระบบ Automation เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ยังมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากทิศทางค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 32 บาทปลายๆ ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะช่วยเสริมความสามารถในการทำกำไรให้กับกลุ่มผู้ส่งออกไทยได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้