Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 07-01-2569 (รายละเอียด ”คนละครึ่งพลัส” อ่านที่นี่! ลงทะเบียน 25 พ.ค.-เริ่มใช้เงิน 1 มิ.ย.69)


07 พฤษภาคม 2569

รายละเอียด คนละครึ่งพลัส_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ) copy.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

มาแล้วจ้าาาาา!!! ความคืบหน้าโครงการ”คนละครึ่งพลัส” มีรายงานว่ากระทรวงการคลัง จะเสนอโครงการคนละครึ่งพลัสและเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ ครม.เห็นชอบในวันที่ 19 พ.ค. หลังจากนั้นจะให้เริ่มลงทะเบียนในวันที่ 25 พ.ค.นี้ ผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และจะเริ่มใช้เงินได้ในวันที่ 1 มิ.ย. 69 ตามกำหนดที่รัฐบาลประกาศไว้ก่อนหน้านี้

โครงการคนละครึ่งพลัส เบื้องต้นจะเปิดให้ลงทะเบียนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยจะแจกเงินรวม 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,000 บาท แบ่งเป็นรัฐบาลจ่ายให้ 60% และผู้มีสิทธิร่วมจ่าย 40% คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิราว 30 ล้านสิทธิ

ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน จะเปิดให้ลงทะเบียนเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน โดยจะเป็นการเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ตามเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการกำหนด ซึ่งเบื้องต้นผู้ลงทะเบียนแค่กรอกชื่อ-นามสกุล และเลขบัตรประชาชน ผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และรอการตรวจสอบยืนยันว่าเป็นผู้อยู่ในเงื่อนไขได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่

สำหรับการเยียวยากลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะยึดกลุ่มเดิม 13.4 ล้านสิทธิ ซึ่งตอนนี้เหลืออยู่ 13.2 ล้านสิทธิ เนื่องจากมีผู้เสียชีวิต โดยจะเพิ่มวงเงินเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาทต่อเดือน อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลานาน 4 เดือน ทั้งนี้ ผู้ใช้สิทธิจะต้องออกค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน โดยที่รัฐบาลไม่ได้จ่ายสมทบเหมือนโครงการคนละครึ่งพลัส

การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่จะได้ผลสรุปภายในเวลา 2 เดือน ผู้ได้รับสิทธิเดิมจะได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือนแรกก่อน และหากผู้ได้รับสิทธิเดิมหลุดออกจากสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบให้ผู้ที่หลุดจากสิทธิดังกล่าวได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งพลัสในช่วง 2 เดือนหลัง ซึ่งอาจจะต้องมีการเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเพิ่มเติมให้คนกลุ่มนี้

ส่วนตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,516.91 จุด เพิ่มขึ้น 26.81 จุด หรือ 1.80%  โดยสถาบันในประเทศยังคงขายสุทธิ 5,321.80 ล้านบาท แต่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 2,474.59 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 2,705.53 ล้านบาท 

ภาพดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแรงขับเคลื่อนหลักของรอบนี้เริ่มมาจาก Fund Flow ต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาอย่างชัดเจน

การปิดเหนือ 1,500 จุดครั้งนี้ ในมุมของเจ๊จิ๋ม ถือเป็นการ “ปลดล็อกทางจิตวิทยา” เพราะก่อนหน้านี้ระดับดังกล่าวเป็นแนวต้านสำคัญที่มีแรงขายรออยู่จำนวนมาก แต่เมื่อสามารถทะลุผ่านขึ้นมาได้พร้อมมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น จึงสะท้อนว่าเป็นแรงซื้อจริง ไม่ใช่เพียงการดันดัชนีระยะสั้น

ปัจจัยหนุนในรอบนี้ไม่ได้มาจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หากแต่เป็นการเรียงตัวของข่าวดีทั้งในและต่างประเทศ ฝั่งในประเทศมีทั้งความคืบหน้าของ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท การเดินหน้าโครงการ Land Bridge อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่เริ่มส่งเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวก็ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคุณภาพที่เพิ่มขึ้น

ด้านปัจจัยต่างประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทำให้แนวโน้มดอกเบี้ยเข้าสู่ขาลง ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกเริ่มไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่อย่างไทย จึงเห็นแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่หรือ Big Cap เด่นชัดขึ้น

กูรูมองว่าการยืนเหนือ 1,500 จุด คือการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาลงเป็นขาขึ้น โดยมีปัจจัยพื้นฐานรองรับจากผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มพาณิชย์และพลังงานสะอาด หุ้นเด่น ได้แก่ CPALL, GULF และ TRUE

แรงซื้อหลักมาจากต่างชาติที่กลับมาสะสมหุ้น Blue-chip หลังค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น และแนวโน้ม GDP ไทยปีนี้อาจเติบโตเกิน 3.5% หุ้นที่โดดเด่นในมุมนี้ ได้แก่ PTT, AOT และ BDMS

และอีกปัจจัยคือเมื่อดอกเบี้ยเข้าสู่แนวโน้มขาลง จะทำให้ Earnings Yield Gap กลับมาน่าสนใจ เงินทุนจึงมีโอกาสไหลเข้าสู่หุ้นที่ให้ปันผลดีและมีกำไรมั่นคง หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ KBANK, SCGP และ ADVANC

จากการรวบรวมข้อมูล เจ๊จิ๋มอยากให้เห็นภาพชัดว่า หุ้นที่ถูกกล่าวถึงทั้งหมดไม่ใช่หุ้นเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็น “เสาหลักของเศรษฐกิจ” ในหลากหลายมิติ ทั้งการบริโภค พลังงาน เทคโนโลยี การเงิน สุขภาพ และการท่องเที่ยว

เจ๊จิ๋มยังพูดเหมือนเดิมว่า “โอกาสในตลาดหุ้นไม่เคยหายไป” แต่คนที่จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่เคลื่อนไหวเร็วที่สุด หรือซื้อได้ถูกที่สุด ขายได้สูงที่สุด หากแต่เป็นคนที่มีวินัย เข้าใจในสิ่งที่ตนเองลงทุน และสามารถควบคุมอารมณ์ได้ เลือกหุ้นบนพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ปี 2569 ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งปีที่สร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างไม่ไกลเกินเอื้อมเลยทีเดียวเจ้าค่ะ